ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคไวรัสตับอักเสบ

โรควายรัสตับอักเสบเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อประชากรจำนวนมาก โดยเป็นภาวะที่มีการอักเสบเกิดขึ้นที่เนื้อเยื่อตับ ซึ่งมักมีสาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบในกลุ่มหลัก ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ ไวรัสตับอักเสบชนิดบี และไวรัสตับอักเสบชนิดซี แม้ว่าชื่อโรคจะมีความคล้ายคลึงกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เชื้อไวรัสทั้งสามชนิดนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของแหล่งที่มา วิธีการติดต่อ ความรุนแรงของโรค ระยะเวลาในการดำเนินโรค ตลอดจนแนวทางการรักษาและการป้องกัน

ตับถือเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญยิ่งต่อร่างกาย มีหน้าที่ในการเผาผลาญสารอาหาร ขับสารพิษ สร้างโปรตีนที่จำเป็นต่อการแข็งตัวของเลือด และช่วยในกระบวนการย่อยอาหาร เมื่อตับเกิดการอักเสบและถูกทำลายเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่ภาวะตับแข็ง มะเร็งตับ และตับวาย ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างไวรัสตับอักเสบ A รวมถึงชนิด B และ C จึงเป็นก้าวสำคัญในการดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัวอย่างถูกต้อง

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคของไวรัสตับอักเสบแต่ละชนิด

เชื้อไวรัสตับอักเสบทั้งสามชนิดมีสายพันธุ์และตระกูลที่แตกต่างกัน ส่งผลให้กลไกการเข้าสู่ร่างกายและการก่อโรคมีความจำเพาะเจาะจง ดังนี้

ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ

เกิดจากเชื้อไวรัสโรคตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus หรือ HAV) ซึ่งเป็นไวรัสในตระกูล Picornaviridae เชื้อนี้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมค่อนข้างสูง สามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวหรือในน้ำได้เป็นระยะเวลาพอสมควร กลไกการติดต่อหลักคือระบบทางเดินอาหาร โดยผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อ (Fecal-Oral Route) เช่น อาหารที่ไม่สะอาด อาหารสุกๆ ดิบๆ หรือน้ำแข็งที่ไม่สะอาด เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเดินทางไปที่ตับและทำให้เซลล์ตับเกิดการอักเสบเฉียบพลัน

ไวรัสตับอักเสบชนิดบี

เกิดจากเชื้อไวรัสโรคตับอักเสบซี (Hepatitis B Virus หรือ HBV) ซึ่งเป็นไวรัสในตระกูล Hepadnaviridae ไวรัสชนิดนี้ติดต่อผ่านทางเลือด สารคัดหลั่ง และการมีเพศสัมพันธ์ โดยช่องทางการติดต่อที่พบบ่อยได้แก่ การได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์จากเลือด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การสัก เจาะร่างกายด้วยอุปกรณ์ที่ไม่ปราศจากเชื้อ การติดต่อจากมารดา สู่บุตรขณะคลอด และการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย เชื้อไวรัสบีสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง

ไวรัสตับอักเสบชนิดซี

เกิดจากเชื้อไวรัสโรคตับอักเสบซี (Hepatitis C Virus หรือ HCV) ซึ่งเป็นไวรัสในตระกูล Flaviviridae การติดต่อหลักมีความคล้ายคลึงกับไวรัสชนิดบี คือผ่านทางกระแสเลือดเป็นหลัก ช่องทางการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุดในปัจจุบันคือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติด การรับเลือดก่อนที่จะมีการคัดกรองอย่างเข้มงวด และการสักหรือเจาะผิวหนังด้วยอุปกรณ์ที่ไม่สะอาด ไวรัสชนิดนี้มีโอกาสสูงมากที่จะพัฒนาไปสู่ภาวะการติดเชื้อเรื้อรังโดยที่ผู้ป่วยไม่แสดงอาการใดๆ เป็นเวลาหลายปี

อาการสำคัญและระยะของโรคที่ต้องสังเกต

แม้ว่าทั้งสามชนิดจะทำให้เกิดการอักเสบที่ตับเหมือนกัน แต่อาการและระยะเวลาของการแสดงออกมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

อาการของไวรัสตับอักเสบชนิดเอ

มักเป็นการติดเชื้อแบบเฉียบพลัน โดยในเด็กเล็กอาจไม่แสดงอาการใดๆ เลย แต่ในผู้ใหญ่มักมีอาการรุนแรงกว่า อาการเริ่มแรกประกอบด้วยอ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร มีไข้ต่ำๆ และปวดเมื่อยตามตัว ต่อมาจะมีอาการเด่นชัดคือ ดีซ่าน (ตัวเหลือง ตาเหลือง) ปัสสาวะมีสีเข้มเหมือนชาเขียวเข้ม และอุจจาระมีสีซีด อาการมักหายได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงสองเดือน และผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิตโดยไม่กลับมาเป็นซ้ำ

อาการของไวรัสตับอักเสบชนิดบี

ในระยะเฉียบพลัน ผู้ป่วยอาจมีอาการคล้ายกับไวรัสตับอักเสบเอ เช่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ปวดท้องบริเวณชายโครงขวา ปัสสาวะเข้ม และตัวเหลืองตาเหลือง อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่ประมาณร้อยละห้าถึงสิบ และเด็กเล็กที่ติดเชื้อจะพัฒนาไปสู่การติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งในระยะเรื้อรังนี้ผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการใดๆ เลย จนกระทั่งตับถูกทำลายเป็นวงกว้างและเกิดภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับในที่สุด

อาการของไวรัสตับอักเสบชนิดซี

ในระยะติดเชื้อเฉียบพลัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละแปดสิบจะไม่แสดงอาการใดๆ เลย ทำให้มักไม่รู้ตัวว่าตนเองติดเชื้อ เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีจนเข้าสู่ระยะเรื้อรัง เซลล์ตับถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง จึงเริ่มมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง น้ำหนักลด บวมที่ขาหรือท้องโตจากภาวะน้ำในช่องท้อง (ท้องมาน) และมีเลือดออกง่ายจากการที่ตับไม่สามารถสร้างโปรตีนแข็งตัวของเลือดได้ตามปกติ

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรังทั้งชนิด B และ C มักไม่มีอาการเตือนในระยะแรก การตรวจสุขภาพประจำปีและการเจาะเลือดคัดกรองการทำงานของตับจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการค้นหาโรคก่อนที่จะสายเกินแก้

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากผู้ป่วยมีอาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบและมีสัญญาณอันตรายเหล่านี้ปรากฏขึ้น จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์โดยด่วน เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของภาวะตับวายเฉียบพลันหรือภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

  • อาการตัวเหลืองตาเหลืองอย่างรุนแรงและลุกลามอย่างรวดเร็ว
  • มีอาการซึม สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือหมดสติ ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคตับคั่งสารพิษทางสมอง (Hepatic Encephalopathy)
  • มีอาการปวดท้องรุนแรงบริเวณชายโครงด้านขวา
  • อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำสนิท
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหลไม่หยุด หรือมีจ้ำเลือดตามตัวง่าย
  • มีอาการบวมที่ขาและท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

แพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบผ่านกระบวนการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ดังนี้

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกาย: เพื่อประเมินอาการทางคลินิก ประวัติความเสี่ยง เช่น การรับประทานอาหาร การรับเลือด การใช้เข็มฉีดยา หรือประวัติทางเพศสัมพันธ์ และการคลำตรวจขนาดของตับ
  • การเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests): เพื่อวัดระดับเอนไซม์ตับ เช่น SGOT (AST) และ SGPT (ALT) รวมถึงระดับบิลิรูบินและโปรตีนในเลือด
  • การตรวจเลือดเฉพาะเจาะจงเพื่อหาเชื้อไวรัส (Serology and Virological Tests):
    • สำหรับไวรัสตับอักเสบเอ ตรวจหาภูมิต้านทานชนิด Anti-HAV IgM
    • สำหรับไวรัสตับอักเสบซี ตรวจหา HBsAg และแอนติบอดีต่างๆ
    • สำหรับไวรัสตับอักเสบซี ตรวจหา Anti-HCV และการตรวจปริมาณไวรัสด้วยวิธี PCR (HCV RNA)
  • การตรวจทางรังสีวิทยา: เช่น การอัลตราซาวนด์ช่องท้องเพื่อดูขนาดและลักษณะเนื้อเยื่อของตับ หรือการตรวจความยืดหยุ่นของตับ (FibroScan) เพื่อประเมินระดับังผืดในตับ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

แนวทางการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบจะมีความแตกต่างกันไปตามชนิดและความรุนแรงของโรค

การรักษาไวรัสตับอักเสบชนิดเอ

เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อเฉียบพลันที่ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เอง จึงเป็นการรักษาตามอาการเป็นหลัก ได้แก่ การพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารมันและอาหารย่อยยาก ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด แพทย์อาจพิจารณาให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำหากผู้ป่วยมีอาการอาเจียนมากและมีภาวะขาดน้ำ

การรักษาไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี

สำหรับการติดเชื้อเรื้อรัง แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส (Antiviral Medications) เพื่อยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส ลดการอักเสบ และชะลอการเกิดพังผืดในตับ ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด สำหรับไวรัสตับอักเสบซีในปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางการแพทย์อย่างมาก โดยมีกลุ่มยาออกฤทธิ์โดยตรง (Direct-Acting Antivirals หรือ DAAs) ที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในเวลาประมาณสองถึงสามเดือน

คำแนะนำจากคุณหมอ: ผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบทุกชนิดควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ต้องเผาผลาญผ่านตับโดยไม่จำเป็น รวมถึงยาสสมุนไพร อาหารเสริมบางชนิด และยาแก้ปวดบางประเภท เพื่อป้องกันไม่ให้ตับทำงานหนักและเกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

การดูแลผู้ป่วยโรคตับอักเสบต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้อาการแย่ลง:

  • ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เนื่องจากแอลกอฮอล์เป็นพิษโดยตรงต่อเซลล์ตับและเร่งให้เกิดภาวะตับแข็งเร็วขึ้น
  • ระมัดระวังการใช้ยาพาราเซตามอล ควรรับประทานในขนาดที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัว (โดยทั่วไปคือสิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้หรือปวด) และไม่ควรรับประทานเกินขนาดเพราะจะทำให้เกิดพิษต่อตับ
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาชุดมารับประทานเองโดยเด็ดขาด
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารดิบ อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ และอาหารที่ไม่สะอาดสะอ้าน

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบสามารถทำได้หลายวิธีตามช่องทางการติดต่อของเชื้อแต่ละชนิด

  • การฉีดวัคซีนป้องกัน: วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและไวรัสตับอักเสบซีมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง เด็กทุกคนควรได้รับการฉีดวัคซีนตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข และผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันควรเข้ารับการฉีดเช่นกัน
  • สุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่และใช้ว้อนกลาง
  • การป้องกันการติดต่อทางเลือดและเพศสัมพันธ์: ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ไม่ใช้เข็มฉีดยาหรืออุปกรณ์ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น มีดโกนหนวด แปรงสีฟัน และควรเลือกสถานบริการสักหรือเจาะร่างกายที่ได้มาตรฐานความสะอาดและใช้เข็มครั้งเดียวทิ้ง

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล

สรุปแนว 5 ขั้นตอนปฏิบัติสำคัญที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที:

  • แยกประเภทเชื้อ: ทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสชนิดใด (A, B หรือ C) เพื่อวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์: รับประทานยาต้านไวรัสตามกำหนดอย่างเคร่งครัด และมาพบแพทย์ตามนัดหมายทุกครั้งเพื่อเจาะเลือดติดตามผล
  • งดแอลกอฮอล์และสารพิษต่อตับ: ตัดขาดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด และหลีกเลี่ยงยาสมุนไพรหรืออาหารเสริมที่ไม่มีการรับรองทางการแพทย์
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ: รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ สะอาด ปรุงสุกใหม่ เน้นผักผลไม้ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น: รักษาความสะอาดส่วนบุคคล ฉีดวัคซีนให้แก่คนในครอบครัวที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน และระมัดระวังการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่ง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down