ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไข้หวัดใหญ่คืออะไรและเหตุใดจึงน่ากังวล

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ไม่ใช่เพียงแค่ไข้หวัดธรรมดา แต่เป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย สำหรับในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ไข้หวัดใหญ่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบ สมองอักเสบ หรือระบบหัวใจล้มเหลวได้ การทำความเข้าใจความแตกต่างของเชื้อสายพันธุ์ต่างๆ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A กับ B ต่างกันอย่างไร

แม้จะมีอาการแสดงในระยะแรกที่คล้ายคลึงกัน แต่ความแตกต่างของเชื้อไวรัสทั้งสองสายพันธุ์มีผลต่อการระบาดและแนวทางการรักษา ดังนี้:

  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A: เป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงและมีโอกาสเกิดการกลายพันธุ์ได้สูงกว่า มักระบาดได้ตลอดทั้งปีและพบการระบาดใหญ่ได้บ่อยครั้ง (Pandemic) โดยมีสายพันธุ์ย่อยที่คุ้นเคย เช่น H1N1 และ H3N2 เชื้อชนิดนี้มักทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงและสามารถติดต่อข้ามสายพันธุ์ระหว่างสัตว์และคนได้
  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B: มักพบการระบาดจำกัดอยู่ในกลุ่มคน มักพบมากในเด็กและวัยรุ่น โดยทั่วไปอาการมักมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ A แต่ก็สามารถทำให้เกิดอาการป่วยหนักได้ในกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน เชื้อสายพันธุ์นี้ไม่มีการระบาดข้ามสายพันธุ์เหมือนสายพันธุ์ A แต่ก็มีความสำคัญในการฉีดวัคซีนป้องกันประจำปี

กลไกการเกิดโรคและการแพร่เชื้อ

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อบุทางเดินหายใจ มันจะเข้าไปยึดเกาะกับเซลล์เยื่อบุผิวและแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการอักเสบในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง ร่างกายจะตอบสนองด้วยการหลั่งสารอักเสบ ส่งผลให้เกิดไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว และอาการไอ นอกจากนี้ระยะเวลาการฟักตัวของโรคอยู่ที่ประมาณ 1-4 วัน และผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มมีอาการไปจนถึง 5-7 วันหลังจากมีอาการ

คำแนะนำจากคุณหมอ: การแยกความแตกต่างของสายพันธุ์ A หรือ B อย่างชัดเจนด้วยตาเปล่าทำได้ยาก แพทย์มักจะใช้วิธีการตรวจสารคัดหลั่งทางจมูก (Influenza Rapid Antigen Test) เพื่อยืนยันชนิดของเชื้อและวางแผนการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างเหมาะสม

สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าต้องพบแพทย์ทันที (Red Flags)

หากพบอาการเหล่านี้ ห้ามรอช้า ควรนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยด่วน:

  • ระบบทางเดินหายใจ: หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หรือชายโครงบุ๋มขณะหายใจ
  • ภาวะขาดน้ำ: ปัสสาวะน้อยลง ปากแห้ง ผิวหนังแห้ง ไม่ค่อยมีน้ำตาเวลาที่ร้องไห้
  • อาการทางระบบประสาท: ซึมลงมาก ปลุกตื่นยาก สับสน หรือมีอาการชักจากไข้สูง
  • ไข้สูงไม่ลด: ไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียสติดต่อกันนานเกิน 3 วัน หรือไข้เริ่มลดแล้วกลับมาไข้สูงขึ้นอีกครั้งซึ่งอาจบ่งบอกถึงภาวะปอดอักเสบแทรกซ้อน

วิธีดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง

การรักษาหลักคือการรักษาตามอาการและการให้ยาต้านไวรัสในรายที่มีความเสี่ยงสูง

  • การลดไข้: ใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ในขนาด 10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง
  • การเช็ดตัวลดไข้: ใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเล็กน้อย เช็ดเข้าหาหัวใจเพื่อช่วยระบายความร้อน ไม่แนะนำให้ใช้น้ำแข็งเช็ดตัวเพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัวและไข้ยิ่งสูงขึ้น
  • การดื่มน้ำและสารอาหาร: ดื่มน้ำสะอาดหรือสารละลายเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ รับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กเด็ดขาดเนื่องจากเสี่ยงต่อภาวะ Reye Syndrome ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทานเอง เพราะไข้หวัดใหญ่เกิดจากไวรัส ยาปฏิชีวนะไม่มีผลในการรักษาเชื้อไวรัสแต่อย่างใด

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปี (Influenza Vaccine) ซึ่งสามารถลดความรุนแรงของโรคและลดอัตราการนอนโรงพยาบาลได้ถึง 70-80% นอกจากนี้ควรปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยที่ดี คือการล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย

สรุปสิ่งที่ผู้ปกครองและผู้ดูแลควรปฏิบัติ

  • สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะระดับความรู้สึกตัวและการหายใจ
  • จดบันทึกอุณหภูมิร่างกายและเวลาที่ได้รับยาเพื่อประเมินแนวโน้มของอาการ
  • แยกของใช้และที่นอนของผู้ป่วยเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อในครอบครัว
  • หากอาการไม่ดีขึ้นใน 48 ชั่วโมง หรือพบสัญญาณอันตราย ต้องปรึกษาแพทย์เฉพาะทางทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down