ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A หรือ B ใครอันตรายกว่ากัน และความจริงที่พ่อแม่ต้องทราบ
โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันที่พบได้บ่อยในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเกิดจากเชื้อไวรัส Influenza virus สายพันธุ์ A และ B ซึ่งในแต่ละปีไวรัสเหล่านี้มีการกลายพันธุ์และระบาดได้รวดเร็ว หลายท่านมักกังวลว่าสายพันธุ์ใดอันตรายกว่ากัน ในทางการแพทย์ทั้งสองสายพันธุ์มีความรุนแรงและก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ไม่ต่างกัน โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็กทารกที่มีภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ติดต่อผ่านทางละอองฝอย (Droplets) จากการไอ จาม หรือสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนน้ำมูก น้ำลาย แล้วนำมาสัมผัสใบหน้าหรือเข้าปาก เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดกระบวนการอักเสบในเยื่อบุทางเดินหายใจ ส่งผลให้ร่างกายตอบสนองด้วยการเกิดไข้สูงและการอักเสบในระดับระบบ (Systemic inflammation)
ความแตกต่างระหว่างสายพันธุ์ A และ B
- สายพันธุ์ A: มีความสามารถในการกลายพันธุ์สูงและแพร่ระบาดได้กว้างขวาง มักก่อให้เกิดอาการรุนแรงและอาจมีการระบาดใหญ่ (Pandemic) ในระดับโลก
- สายพันธุ์ B: ส่วนใหญ่พบการระบาดในมนุษย์ แม้อาจจะมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ A ในบางกรณี แต่ในเด็กเล็กและผู้สูงอายุสายพันธุ์ B ก็สามารถก่อให้เกิดอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ควรประมาทสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง
อาการสำคัญที่บ่งบอกว่าลูกกำลังติดเชื้อ
อาการของไข้หวัดใหญ่มีความแตกต่างจากไข้หวัดธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด โดยมักเริ่มจากอาการไข้สูงฉับพลัน เกิน 38.5 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ อ่อนเพลียอย่างมาก ไอแห้งๆ เจ็บคอ และในเด็กเล็กอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลวร่วมด้วย
สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพาพบแพทย์ทันที
หากพบอาการเหล่านี้ ห้ามรอให้ไข้ลดเองหรือรักษาที่บ้านเด็ดขาด ต้องรีบพาไปสถานพยาบาลใกล้บ้าน:
- ไข้สูงลอยเกิน 3 วัน หรือไข้ลดแล้วกลับมาสูงใหม่
- อาการซึมลง ไม่เล่น ไม่ร่าเริงเหมือนปกติ ปลุกตื่นยาก
- ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ ส่งผลให้ปัสสาวะน้อยลงหรือปัสสาวะไม่ออก (ภาวะขาดน้ำ)
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนอกบุ๋ม หายใจมีเสียงครืดคราดหรือเสียงวี๊ด
- ริมฝีปากเขียวคล้ำ หรือปลายนิ้วซีดเขียว
- มีอาการชักจากไข้ (Febrile seizure)
วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษา
แพทย์จะพิจารณาตรวจหาเชื้อด้วยวิธี Rapid Influenza Diagnostic Test (RIDT) หรือการสวอป (Swab) บริเวณโพรงจมูกหรือลำคอเพื่อยืนยันสายพันธุ์ หากตรวจพบเชื้อไวรัส แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส (Antiviral drugs) เช่น Oseltamivir ซึ่งจะได้ผลดีที่สุดหากได้รับภายใน 48 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการ
การดูแลลูกน้อยที่บ้านอย่างถูกวิธี
- การลดไข้: ให้เช็ดตัวด้วยน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเบาๆ (Tepid Sponge) ห้ามใช้น้ำเย็นจัด ให้ยาพาราเซตามอลตามขนาดน้ำหนักตัว (10-15 mg/kg ต่อครั้ง) ทุก 4-6 ชั่วโมง
- การชดเชยน้ำ: ให้ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือแร่ (ORS) บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- การพักผ่อน: ให้เด็กนอนพักในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกและสะอาด
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะทานเอง: ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียไม่สามารถรักษาเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่เป็นไวรัสได้ การใช้ยาพร่ำเพรื่อจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี โดยแนะนำให้ฉีดในเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป การล้างมือบ่อยๆ ใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย เป็นมาตรการพื้นฐานที่ช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
สรุป checklist สำหรับพ่อแม่
- ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปีให้ครบทุกคนในครอบครัว
- สังเกตอาการไข้สูง หายใจหอบ และการซึมลงอย่างใกล้ชิด
- หากมีไข้เกิน 2-3 วัน หรือหายใจผิดปกติ ห้ามซื้อยาเอง ให้รีบพบกุมารแพทย์ทันที
- รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน ล้างมือบ่อยๆ และสวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการป่วย