ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A กับ B แตกต่างกันอย่างไร
โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา แม้จะเป็นโรคที่พบได้บ่อยแต่หากไม่ได้รับมืออย่างถูกต้องอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ โดยเชื้อไวรัสหลักที่ระบาดในมนุษย์คือสายพันธุ์ A และ B ซึ่งมีความแตกต่างกันในแง่ของความรุนแรงและรูปแบบการระบาด
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A เป็นสายพันธุ์ที่มีความสามารถในการกลายพันธุ์สูงและมักก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ (Pandemic) ได้มากกว่า เนื่องจากสามารถแพร่เชื้อข้ามสายพันธุ์ระหว่างสัตว์และคนได้ ส่วนสายพันธุ์ B มักพบการระบาดเฉพาะในคนและมีความรุนแรงน้อยกว่าเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ทั้งสองสายพันธุ์สามารถทำให้เกิดอาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว และอาการทางระบบทางเดินหายใจที่รุนแรงได้พอๆ กัน โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว
สาเหตุและการติดต่อของโรค
โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการรับเชื้อไวรัสผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ติดเชื้อ เชื้อไวรัสจะเข้าไปยึดเกาะกับเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการอักเสบและทำลายเนื้อเยื่อในโพรงจมูก คอ และปอด โดยระยะฟักตัวของเชื้ออยู่ที่ประมาณ 1 ถึง 4 วันหลังจากได้รับเชื้อ
อาการแสดงในระยะต่างๆ
- ระยะเริ่มแรก: ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง อ่อนเพลียมาก และเริ่มมีอาการเจ็บคอหรือไอแห้ง
- ระยะแสดงอาการเด่นชัด: ไข้จะสูงต่อเนื่อง อาการไอจะรุนแรงขึ้น อาจมีน้ำมูกไหล คัดจมูก และในเด็กเล็กอาจพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลวร่วมด้วย
- ระยะฟื้นตัว: หลังจากไข้ลดลง อาการอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่ได้อีกประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์
- ไข้สูงลอยเกิน 3 วัน หรือไข้ลดแล้วกลับมาสูงใหม่
- มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว อกบุ๋ม หรือมีเสียงหวีดขณะหายใจ
- ซึมลง ไม่เล่น ไม่ยอมรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ
- มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ผิวหนังแห้ง ปัสสาวะออกน้อยกว่าปกติ หรือไม่มีปัสสาวะเลยนานเกิน 6-8 ชั่วโมง
- ชักจากไข้สูง หรือมีอาการสับสน กระสับกระส่าย
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
แพทย์จะวินิจฉัยโดยการซักประวัติอาการและการตรวจร่างกาย หากอยู่ในช่วงที่มีการระบาด แพทย์อาจแนะนำการตรวจ Rapid Influenza Diagnostic Test (RIDT) หรือการสวอบ (Swab) บริเวณโพรงจมูกเพื่อหาเชื้อไวรัสโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้สามารถเลือกใช้ยาต้านไวรัสได้อย่างจำเพาะเจาะจงและทันท่วงที ในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนเช่นปอดอักเสบ แพทย์อาจพิจารณาเอกซเรย์ปอดหรือตรวจเลือดเพิ่มเติม
การดูแลรักษาและการใช้ยาอย่างถูกต้อง
หลักการรักษาไข้หวัดใหญ่คือการรักษาตามอาการและการใช้ยาต้านไวรัส (Oseltamivir) ในกรณีที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีอาการรุนแรง
วิธีดูแลที่บ้านสำหรับผู้ปกครอง
- การเช็ดตัวลดไข้: ใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิห้องเช็ดตามข้อพับ ซอกคอ และลำตัว เพื่อช่วยระบายความร้อน ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัดเพราะจะทำให้เกิดอาการหนาวสั่น
- การได้รับน้ำและสารอาหาร: เน้นการดื่มน้ำสะอาดหรือสารละลายเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้งเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- การพักผ่อน: ให้ผู้ป่วยพักผ่อนในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กเด็ดขาด เพราะเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม (Reye Syndrome) ซึ่งอันตรายถึงชีวิต
- การใช้ยาพาราเซตามอลต้องคำนวณตามน้ำหนักตัว (10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม) ทุก 4-6 ชั่วโมง
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) มารับประทานเอง เพราะไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะไม่มีผลในการรักษา
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
วิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไปและกลุ่มเสี่ยง การล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน และหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย จะช่วยลดอัตราการแพร่กระจายของเชื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ
สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล
- เฝ้าระวังอาการไข้สูงและการหายใจอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง
- หากลูกมีอาการซึมลง หรือหายใจเหนื่อยหอบ อย่ารอช้าให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
- การป้องกันด้วยวัคซีนช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดอัตราการนอนโรงพยาบาลได้อย่างชัดเจน
- งดการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน หากยังไม่ได้วินิจฉัยว่าไม่ใช่ไข้เลือดออก