ลูกน้อยไข้สูงเฉียบพลันจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ภัยใกล้ตัวที่ต้องเฝ้าระวัง
โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันที่พบได้บ่อยในเด็กทุกวัย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวที่เชื้อไวรัสแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ในบรรดาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั้งหมด สายพันธุ์เอ (Influenza A) มักทำให้เด็กๆ มีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยตามตัวมาก และอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค การสังเกตอาการ และการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยปกป้องลูกรักจากภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอเป็นเชื้อไวรัสที่มีการกลายพันธุ์ได้ง่ายและรวดเร็ว ทำให้เกิดการระบาดตามฤดูกาลได้บ่อย เชื้อนี้ติดต่อผ่านทางระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก ผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการพูดคุยของผู้ติดเชื้อ รวมถึงการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้วนำมือเข้าปาก จมูก หรือขยี้ตา เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปคุกคามเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีสาร sécrétions (เสมหะ) หลั่งออกมาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ระบบทางเดินหายใจทำงานผิดปกติและกระตุ้นให้ร่างกายตอบสนองด้วยการเกิดไข้สูง
อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินของโรค
เด็กที่ได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอมักจะมีระยะฟักตัวสั้นเพียงหนึ่งถึงสี่วันก่อนจะแสดงอาการอย่างรวดเร็ว โดยแบ่งลักษณะอาการตามระยะเวลาได้ดังนี้
- ระยะเริ่มแรก (วันแรกถึงวันที่สอง): มีไข้สูงเฉียบพลัน บางครั้งอุณหภูมิร่างกายอาจสูงกว่าสามสิบเก้าองศาเซลเซียส ร่วมกับอาการหนาวสั่น หน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง อ่อนเพลียมาก และเบื่ออาหาร
- ระยะแสดงอาการเด่นชัด (วันที่สามถึงวันที่ห้า): เริ่มมีอาการทางระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย เช่น ไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลวร่วมด้วย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
- ระยะฟื้นตัว (วันที่หกเป็นต้นไป): หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน ไข้จะเริ่มลดลงและหายไปภายในห้าถึงเจ็ดวัน แต่ออาการไอและอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่ได้อีกประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที
- ไข้สูงต่อเนื่องเกินสามวัน หรือไข้ไม่ยอมลดแม้จะให้ยาลดไข้และเช็ดตัวแล้ว
- มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก หรือไม่ยอมสบตา
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน เวลาหายใจมีหน้าอกบุ๋มหรือท้องบุ๋ม
- ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (ภาวะพร่องออกซิเจน)
- อาเจียนตลอดเวลา ไม่สามารถดื่มนมหรือรับประทานน้ำได้เลย
- มีอาการชักเกร็งจากไข้สูง
- ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่มีเลยนานหลายชั่วโมง ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะขาดน้ำรุนแรง
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อพาเด็กมาพบกุมารแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด รวมถึงประเมินประวัติการได้รับวัคซีนและการสัมผัสผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ การตรวจวินิจฉัยหลักที่นิยมใช้คือการตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ด้วยวิธี Rapid Influenza Diagnostic Test โดยการใช้อุปกรณ์ก้านสำลีกวาดเก็บสารคัดหลั่งจากบริเวณโพรงจมูก (Nasal Swab) ทราบผลได้รวดเร็วภายในสิบหนาวถึงยี่สิบนาที นอกจากนี้ในรายที่มีอาการรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือด เอกซเรย์ปอด เพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อนทางปอดร่วมด้วย
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการดูแลที่บ้าน
การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอในเด็กแบ่งออกเป็นการรักษาตามอาการและการใช้ยาต้านไวรัสตามดุลยพินิจของแพทย์
- การใช้ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs): หากเด็กมาพบแพทย์ภายในสี่สิบแปดชั่วโมงแรกที่มีอาการ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสกลุ่ม Neuraminidase Inhibitors ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาการเจ็บป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การให้ยาลดไข้: ให้รับประทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (สิบถึงสิบห้ากิโลกรัมต่อกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้)
- การเช็ดตัวลดไข้ (Tepid Sponge): ใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเช็ดตัวเพื่อช่วยระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัวเด็ดขาด
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
ในกระบวนการดูแลเด็กที่เป็นไข้หวัดใหญ่ มีข้อปฏิบัติทางการแพทย์ที่เคร่งครัดซึ่งผู้ปกครองต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพื่อความปลอดภัยของเด็ก
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กเด็ดขาด: การใช้ยาแอสไพรินในเด็กที่ติดเชื้อไวรัสอาจเหนี่ยวนำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนทางสมองและตับที่รุนแรงถึงชีวิต
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กรับประทานเอง: โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษา และอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาตามมา
- การใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง เนื่องจากต้องระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีภาวะขาดน้ำหรือมีความเสี่ยงต่อโรคไข้เลือดออก
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอที่ดีที่สุดและได้รับการยอมรับทางการแพทย์คือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี โดยแนะนำให้ฉีดได้ในเด็กอายุตั้งแต่หกเดือนขึ้นไป เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อยู่เสมอ การฉีดวัคซีนปีละหนึ่งครั้งจะช่วยกระตุ้นระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายให้เพียงพอต่อสายพันธุ์ที่กำลังระบาด นอกจากนี้ควรปลูกฝังสุขอนามัยที่ดี เช่น การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด และหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่นในช่วงที่มีการระบาด