ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความจริงที่พ่อแม่ต้องรู้เกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบเอในเด็กเล็ก

โรคไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหารและตับที่เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus) ซึ่งมีความสามารถในการติดต่อได้อย่างรวดเร็วผ่านทางน้ำและอาหารที่มีการปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อ แม้ในอดีตโรคนี้อาจดูไกลตัวเนื่องจากระบบสุขาภิบาลที่ดีขึ้น แต่ในปัจจุบันเด็กเล็กยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจได้รับเชื้อได้ง่ายจากการสัมผัสสิ่งแวดล้อม การไปโรงเรียนอนุบาล หรือการรับประทานอาหารร่วมกัน คำถามที่ว่าวัคซีนไวรัสตับอักเสบ A จำเป็นไหมสำหรับเด็กเล็ก จึงเป็นประเด็นสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ควรทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อการปกป้องสุขภาพตับของลูกน้อยในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามคำแนะนำของกุมารแพทย์

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบเอ

เชื้อไวรัสตับอักเสบเอมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมค่อนข้างสูง สามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวหรือในน้ำได้เป็นเวลานาน เมื่อเด็กรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป เชื้อโรคจะเดินทางผ่านกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็ก และเข้าสู่กระแสเลือดจนกระทั่งเดินทางไปถึงตับ ซึ่งเป็นอเป้าหมายหลักในการเพิ่มจำนวนของไวรัส

เมื่อเซลล์ตับถูกรบกวนและเกิดการอักเสบ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเข้ามาตอบสนองต่อการติดเชื้อ ทำให้ตับทำงานได้ลดลงชั่วคราว ส่งผลให้กระบวนการกำจัดสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ซึ่งเป็นสารสีเหลืองในเลือดเกิดความผิดปกติ จนเป็นที่มาของอาการตัวเหลืองตาเหลืองที่หลายคนคุ้นเคย โดยในเด็กเล็กมักจะมีอาการแสดงที่ไม่รุนแรงเท่าในผู้ใหญ่ แต่เด็กสามารถเป็นพาหะในการแพร่เชื้อสู่คนในครอบครัวและบุคคลรอบข้างได้อย่างเงียบเชียบ

อาการสำคัญและการดำเนินของโรคไวรัสตับอักเสบเอในเด็ก

การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอมีระยะฟักตัวค่อนข้างนาน เฉลี่ยประมาณสองถึงหกสัปดาห์ก่อนเริ่มแสดงอาการ โดยอาการจะแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก (Prodromal Phase): เด็กจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่หรือโรคทางเดินอาหารอักเสบ ได้แก่ มีไข้ต่ำ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้องบริเวณชายโครงด้านขวาซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ
  • ระยะตัวเหลือง (Icteric Phase): หลังจากมีอาการนำประมาณหนึ่งสัปดาห์ จะเริ่มสังเกตเห็นปัสสาวะมีสีเข้มจัดเหมือนน้ำชา ตามด้วยอาการตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ผิวหนังเหลือง และมีอาการคันตามตัวเนื่องจากเกลือดีคั่งในผิวหนัง
  • ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase): อาการตัวเหลืองจะค่อยๆ ลดลง อาการอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ตับจะเริ่มฟื้นตัวและกลับมาทำงานได้เป็นปกติภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ถึงสองสามเดือน
ข้อควรระวังทางการแพทย์: แม้ว่าในเด็กเล็กส่วนใหญ่จะหายจากโรคได้เองและมีภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต แต่ในบางกรณีอาจเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน (Fulminant Hepatitis) ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตที่อันตรายถึงชีวิตและต้องการการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤต

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากเด็กได้รับการวินิจฉัยหรือมีอาการสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ผู้ปกครองต้องสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณอันตราย (Red Flags) ต่อไปนี้ ต้องพาไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงนัดหมาย

  • ซึมลงมาก ปลุกตื่นยาก หรือมีอาการสับสนทางพฤติกรรม
  • อาเจียนพุ่งอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้เลย
  • มีอาการตัวเหลืองและตาเหลืองเข้มขึ้นอย่างรวดเร็วร่วมกับท้องโตขึ้น
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหลไม่หยุด มีจุดจ้ำเลือดสีแดงหรือม่วงตามผิวหนัง
  • ปัสสาวะไม่ออกหรือมีปริมาณน้อยมากซึ่งบ่งบอกถึงภาวะขาดน้ำรุนแรง

วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์

เมื่อมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติการรับประทานอาหาร ประวัติการเดินทาง และประวัติการรับวัคซีน พร้อมทั้งตรวจร่างกายอย่างละเอียด จากนั้นจะพิจารณา ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม ได้แก่ การเจาะเลือดเพื่อตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests) เช่น ค่าเอนไซม์ตับ AST และ ALT รวมถึงการตรวจหาภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อไวรัสตับอักเสบเอชนิด IgM Anti-HAV เพื่อยืนยันการติดเชื้อเฉียบพลัน

ในส่วนของการรักษา เนื่องจากไวรัสตับอักเสบเอเป็นการติดเชื้อไวรัสที่มักหายได้เองตามธรรมชาติ จึงเป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ (Supportive Care) ดังนี้

  • การให้สารน้ำและเกลือแร่ทางหลอดเลือดดำในกรณีที่เด็กอาเจียนมากและมีภาวะขาดน้ำ
  • การพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานมากในช่วงที่มีการอักเสบของตับ
  • การหลีกเลี่ยงยา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ต้องผ่านการเผาผลาญที่ตับ เพื่อไม่ให้ตับทำงานหนักเกินไป
  • การรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เน้นอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงและไขมันต่ำ

ความจำเป็นของวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอในเด็กเล็ก

คำถามที่ว่า วัคซีนไวรัสตับอักเสบ A จำเป็นไหมสำหรับเด็กเล็ก กุมารแพทย์และสถาบันกุมารเวชศาสตร์ต่างยืนยันตรงกันว่า **มีความจำเป็นอย่างยิ่ง** เนื่องจากเด็กเล็กยังไม่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ และระบบสุขาภิบาลในโรงเรียนหรือสถานที่รับเลี้ยงเด็กอาจไม่สามารถป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานโรคในระดับสูง ป้องกันไม่ให้เด็กป่วยเป็นโรคตับอักเสบรุนแรง ป้องกันการเกิดตับวายเฉียบพลัน และช่วยตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรคในครอบครัวและสังคม โดยทั่วไปแนะนำให้เริ่มฉีดเข็มแรกได้ตั้งแต่อายุครบหนึ่งปีขึ้นไป และฉีดเข็มที่สองกระตุ้นซ้ำตามกำหนดเพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันโรคที่ยาวนานตลอดชีวิต

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยหลังฉีดวัคซีนและวิธีรับมืออย่างถูกต้อง

เช่นเดียวกับวัคซีนทั่วไป วัคซีนไวรัสตับอักเสบเออาจทำให้เกิดผลข้างเคียงหลังฉีดได้ แต่ส่วนใหญ่เป็นอาการน้อยและหายได้เองภายในหนึ่งถึงสองวัน ได้แก่

  • อาการเฉพาะที่: ปวด บวม แดง หรือมีก้อนไตเล็กๆ บริเวณที่ฉีดวัคซีน
  • อาการทั่วไป: มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือรู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อย
  • อาการระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ เบื่ออาหาร หรือปวดท้องชั่วคราว
คำแนะนำจากคุณหมอในการดูแลหลังฉีดวัคซีน:

1. หากเด็กมีอาการปวดบวมบริเวณที่ฉีด สามารถใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นประคบเบาๆ บริเวณดังกล่าวเพื่อลดอาการบวม ห้ามประคบร้อนหรือนวดคลึงเด็ดขาด

2. หากมีไข้ต่ำหรืออาการปวด สามารถให้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ในขนาดที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัวของเด็ก คือ 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการ

3. ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

4. ให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำสะอาดมากๆ

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลในการป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอนอกเหนือจากการพาบุตรหลานเข้ารับการฉีดวัคซีนให้ครบตามกำหนดแล้ว สุขอนามัยพื้นฐานก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ผู้ปกครองควรปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่ดีให้กับเด็กตั้งแต่ยังเล็ก ดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ สะอาด และใช้วัสดุอุปกรณ์ในการตักอาหารที่เป็นส่วนตัว
  • ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำที่ผ่านการต้มสุก
  • หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุอุปกรณ์รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นในสถานที่สาธารณะ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down