ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

โรคไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหารและตับที่เกิดจากเชื้อไวรัสไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus) ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อ ในเด็กเล็กมักแสดงอาการไม่ชัดเจนหรือไม่มีอาการเลย แต่ในเด็กโตและผู้ใหญ่จะมีอาการรุนแรงมากขึ้น เช่น ดีซ่าน ตัวเหลืองตาเหลือง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้องบริเวณตับ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องสุขภาพของเด็ก แต่ในปัจจุบันยังมีความเชื่อที่คลาดเคลื่อนหลายประการเกี่ยวกับวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ (ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับวัคซีนไวรัสตับอักเสบ A) ซึ่งอาจทำให้พ่อแม่ลังเลและพลาดโอกาสในการสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้แก่บุตรหลาน

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบเอ

เชื้อไวรัสตับอักเสบเอเป็นไวรัสที่มีเปลือกหุ้มและมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมค่อนข้างสูง สามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวหรือในน้ำได้เป็นเวลานาน เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปาก จะเดินทางผ่านกระเพาะอาหารโดยไม่ถูกทำลายด้วยกรด และเข้าสู่กระแสเลือดจนกระทั่งเดินทางไปถึงตับ ซึ่งเป็นอเป้าหมายหลัก เชื้อจะเข้าไปในเซลล์ตับและเพิ่มจำนวนขึ้น ส่งผลให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับ ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะพยายามกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อ ซึ่งกระบวนการนี้เองที่ทำให้เกิดอาการตับอักเสบและการทำงานของตับผิดปกติ การติดต่อมักเกิดขึ้นในชุมชนที่มีสุขอนามัยไม่ดี การล้างมือไม่สะอาด หรือการบริโภคน้ำแข็งและอาหารที่ไม่สุกสะอาด

อาการสำคัญและระยะของโรคที่พ่อแม่ควรสังเกต

การแสดงออกของโรคไวรัสตับอักเสบเอมีความแตกต่างกันตามช่วงอายุ โดยทั่วไปจะมีระยะฟักตัวประมาณสิบหวันถึงห้าสิบวัน แบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก (Prodromal Phase): เด็กจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่หรือโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร ได้แก่ มีไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้องบริเวณชายโครงขวา
  • ระยะออกอาการเด่นชัด (Icteric Phase): หลังจากมีอาการเริ่มต้นประมาณหนึ่งสัปดาห์ เด็กจะเริ่มมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง (Jaundice) ปัสสาวะมีสีเข้มเหมือนชาเขียวเข้ม และอุจจาระมีสีซีด เนื่องจากความผิดปกติของการขับน้ำดี
  • ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase): อาการตัวเหลืองจะค่อยๆ ลดลงและหายไปภายในสองถึงสี่สัปดาห์ ร่างกายจะค่อยๆ ฟื้นตัวและสร้างภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: แม้ว่าโรคไวรัสตับอักเสบเอส่วนใหญ่จะหายได้เองโดยไม่มีภาวะเรื้อรัง แต่ในบางรายอาจเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน (Fulminant Hepatic Failure) ซึ่งเป็นภาวะอันตรายถึงชีวิต พ่อแม่ต้องสังเกตสัญญาณเตือนอันตรายอย่างใกล้ชิด

หากเด็กมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที:

  • ซึมลงมาก ปลุกตื่นยาก หรือมีพฤติกรรมสับสน เพ้อ
  • อาเจียนรุนแรงต่อเนื่อง ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้เลย
  • มีอาการตัวเหลืองตาเหลืองอย่างรวดเร็วและรุนแรงร่วมกับท้องโตขึ้น
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหลไม่หยุด เลือดออกตามไรฟัน หรือมีจ้ำเลือดตามผิวหนัง
  • ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะน้อยมาก แสดงถึงภาวะขาดน้ำรุนแรง

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอที่พบบ่อย

มีความเข้าใจผิดหลายประการเกี่ยวกับวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอที่แพทย์มักพบได้บ่อยจากคำถามของพ่อแม่ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการทำความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักวิชาการแพทย์ ดังนี้

  • ความเชื่อที่หนึ่ง: โรคไวรัสตับอักเสบเอเป็นโรคไกลตัวและไม่รุนแรงในเด็ก จึงไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน ความจริงคือ แม้เด็กเล็กมักไม่มีอาการแสดงชัดเจน แต่เด็กกลุ่มนี้สามารถเป็นพาหะแพร่เชื้อให้แก่สมาชิกในครอบครัวและผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการรุนแรงถึงชีวิต นอกจากนี้ในเด็กโตและวัยรุ่น โรคนี้อาจทำให้ต้องหยุดเรียนและพักรักษานานหลายสัปดาห์
  • ความเชื่อที่สอง: หากเด็กเคยรับประทานอาหารนอกบ้านบ่อยๆ และไม่เคยป่วย แสดงว่ามีภูมิคุ้มกันแล้ว ไม่ต้องฉีดวัคซีนก็ได้ ความจริงคือ การไม่มีอาการป่วยไม่ได้หมายความว่าเด็กมีภูมิคุ้มกันเสมอไป การตรวจเลือดเท่านั้นที่จะบอกได้ว่ามีภูมิคุ้มกันหรือไม่ การฉีดวัคซีนเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่แน่นอนและปลอดภัยกว่าการรอให้ติดเชื้อโดยธรรมชาติ
  • ความเชื่อที่สาม: วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอมีผลข้างเคียงที่อันตรายและไม่คุ้มค่ากับการฉีด ความจริงคือ วัคซีนนี้มีความปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงส่วนใหญ่เป็นเพียงอาการเฉพาะที่เล็กน้อย เช่น ปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด หรือมีไข้ต่ำๆ ซึ่งหายได้เองในเวลาอัน kısa โดยไม่มีอันตรายรุนแรง
  • ความเชื่อที่ศูษย์: ฉีดวัคซีนเข็มเดียวก็ป้องกันได้ตลอดชีวิต ความจริงคือ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันในระดับที่สูงและคงอยู่ยาวนานตลอดชีวิต เด็กจำเป็นต้องได้รับวัคซีนครบสองเข็ม ตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด โดยเข็มที่สองมักเว้นระยะห่างจากเข็มแรกประมาณหกถึงสิบสองเดือน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อเด็กมีอาการสงสัยว่าอาจเป็นโรคไวรัสตับอักเสบเอ กุมารแพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยผ่านขั้นตอนมาตรฐาน ดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด ประวัติการรับประทานอาหาร ประวัติการเดินทาง และประวัติการได้รับวัคซีน
  • การตรวจร่างกายโดยละเอียด สังเกตภาวะดีซ่าน และการคลำพบตับโตหรือเจ็บ
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Blood Tests) ได้แก่ การตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests) เพื่อดูค่าเอนไซม์ตับ (AST, ALT) และค่าบิลิรูบิน
  • การตรวจเลือดจำเพาะเพื่อหาภูมิต้านทานและเชื้อไวรัส เช่น การตรวจหาแอนติบอดีชนิดไอจีเอ็มต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (Anti-HAV IgM) เพื่อยืนยันการติดเชื้อเฉียบพลัน

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการดูแลที่บ้าน

โรคไวรัสตับอักเสบเอยังไม่มีkยาต้านไวรัสจำเพาะ การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้เอง

  • การพักผ่อนอย่างเต็มที่ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานมากในช่วงที่มีอาการอ่อนเพลีย
  • การรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสไม่จัด และมีสารอาหารครบถ้วน หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงและงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด
  • การให้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำอย่างเคร่งครัด (ขนาดที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัวคือสิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง) ห้ามใช้ยาพาราเซตามอลเกินขนาดเนื่องจากตับกำลังอักเสบและอาจเป็นอันตรายต่อตับ
  • การดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำสะอาดอย่างเพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำจากการอาเจียน

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ในช่วงที่เด็กมีอาการตับอักเสบ ห้ามซื้อยาชุด ยาสสมุนไพร หรือยาปฏิชีวนะมารรับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากยาหลายชนิดต้องถูกเผาผลาญที่ตับ ซึ่งอาจเพิ่มภาระและทำให้ตับเสียหายรุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ห้ามใช้ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นสิด (NSAIDs) หรือแอสไพรินเว้นแต่แพทย์จะสั่งเท่านั้น

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอที่ดีที่สุดประกอบด้วยสองส่วนหลัก ได้แก่ การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนและการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล

  • การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอตามคำแนะนำของกุมารแพทย์ โดยสามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุครบหนึ่งปีขึ้นไป จำนวนสองเข็ม
  • การล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • การรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ สะอาด และดื่มน้ำที่สะอาดหรือน้ำที่ต้มสุกแล้ว
  • การใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
คำแนะนำจากคุณหมอ: วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัยสูงและมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมในการป้องกันโรคตับอักเสบที่เป็นอันตราย พ่อแม่ควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้องและพาลูกน้อยมารับวัคซีนให้ครบตามกำหนด เพื่อสร้างเกราะป้องกันสุขภาพที่มั่นคงให้แก่ลูกรักในระยะยาว
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down