ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

วัคซีนไวรัสตับอักเสบ A สำหรับผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน ทำไมถึงยังควรฉีดเพื่อป้องกันตับเสียหาย

เมื่อพูดถึงโรคตับอักเสบ หลายคนมักนึกถึงโรคเรื้อรังที่เกิดจากพฤติกรรมส่วนตัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว วัคซีนไวรัสตับอักเสบ A สำหรับผู้ใหญ คือหนึ่งในวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อที่ผู้ใหญ่หลายคนมักมองข้าม เพราะเข้าใจว่าเป็นโรคของเด็ก หลายคนคิดว่าโตมาจนป่านนี้คงมีภูมิคุ้มกันแล้ว หรือคิดว่าตัวเองไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง แต่ในทางการแพทย์พบว่า ผู้ใหญ่ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ A เป็นครั้งแรกในวัยหนุ่มสาวหรือวัยทำงาน มักจะมีอาการรุนแรงกว่าเด็กเล็กอย่างเทียบไม่ได้ และในบางรายอาจนำไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลันที่อันตรายถึงชีวิตได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อโรค กลไกการทำลายตับ และความสำคัญของการฉีดวัคซีน จึงเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องสุขภาพตับของคุณในระยะยาว

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบเอ

ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus หรือ HAV) เป็นเชื้อไวรัสที่มีเป้าหมายโจมตีเซลล์ตับโดยตรง เชื้อชนิดนี้มีความสามารถในการติดต่อที่สูงมากและแพร่กระจายผ่านระบบทางเดินอาหารเป็นหลัก กลไกการติดต่อมักเกิดจากการรับประทานอาหาร น้ำดื่ม น้ำแข็ง หรือการสัมผัสสิ่งปนเปื้อนอุจจาระที่มีเชื้อไวรัสนี้ปะปนอยู่ แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม (Fecal-Oral Route)

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย มันจะเดินทางผ่านระบบทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือด และตรงไปยังตับซึ่งเป็นอู่เพาะ2และเป้าหมายหลัก เชื้อจะเข้าไปบุกรุกเซลล์ตับ (Hepatocytes) และใช้กระบวนการภายในเซลล์เพื่อเพิ่มจำนวน จากนั้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะตรวจพบสิ่งแปลกปลอมและส่งเม็ดเลือดขาวเข้ามาทำลายเซลล์ตับที่ติดเชื้อ เพื่อกำจัดไวรัสออกจากร่างกาย กระบวนการต่อสู้ทางภูมิคุ้มกันนี้เองที่ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และเนื้อเยื่อตับถูกทำลายเป็นวงกว้าง ส่งผลให้การทำงานของตับในการขับสารพิษ สร้างโปรตีน และจัดการกับของเสียในร่างกายบกพร่องลงอย่างกะทันหัน

อาการสำคัญและระยะลุกลามของโรค

ความน่ากลัวของไวรัสตับอักเสบเอก็คือ ในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 6 ปี ส่วนใหญ่จะติดเชื้อโดยไม่มีอาการแสดงใดๆ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยคล้ายไข้หวัดจนผู้ปกครองไม่รู้ตัว แต่ในทางตรงกันข้าม วัคซีนไวรัสตับอักเสบ A สำหรับผู้ใหญ จึงมีความสำคัญมาก เพราะเมื่อผู้ใหญ่ที่ไม่เคยมีภูมิคุ้มกันได้รับเชื้อนี้ อาการมักจะรุนแรงและดำเนินไปอย่างชัดเจนผ่านหลายระยะ ดังนี้

  • ระยะแรกเริ่ม (Prodromal Phase): ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียอย่างรุนแรง ปวดเมื่อยตามตัว มีไข้ต่ำๆ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหารอย่างมาก และรู้สึกพะอืดพะอมเมื่อได้กลิ่นอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมัน
  • ระยะตัวเหลืองตาเหลือง (Icterus Phase): หลังจากมีอาการเริ่มต้นประมาณ 3 ถึง 7 วัน จะเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติที่เด่นชัดขึ้น คือ ปัสสาวะมีสีเข้มจัดเหมือนชาแก่หรือน้ำโคคาโคล่า ตามด้วยตาขาวและผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเหลือง (ดีซ่าน) นอกจากนี้อาจมีอาการเจ็บแน่นบริเวณชายโครงขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับที่กำลังบวมโต อุจจาระอาจมีสีซีดลงกว่าปกติ
  • ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase): อาการตัวเหลืองและอ่อนเพลียจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ โดยร่างกายจะใช้เวลาในการฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติประมาณ 2 ถึง 3 เดือน หรืออาจนานถึง 6 เดือนในบางราย
ข้อควรระวังทางการแพทย์: แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายขาดจากโรคนี้และมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต แต่ในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคตับเรื้อรังอยู่เดิม การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเออาจพัฒนาไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลัน (Fulminant Hepatic Failure) ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากคุณหรือคนใกล้ชิดได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไวรัสตับอักเสบเอ หรือมีอาการสงสัยและพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด:

  • มีอาการซึมลง สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือหมดสติ ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคตับวายและสมองจากพิษตับ (Hepatic Encephalopathy)
  • อาเจียนติดต่อกันหลายครั้ง ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้เลย จนเกิดภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหลไม่หยุด เลือดออกตามไรฟัน หรือมีรอยฟกช้ำตามตัวง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็วหรือมีอาการปวดท้องรุนแรง
  • ตัวเหลืองและตาเหลืองเข้มขึ้นอย่างรวดเร็วร่วมกับไข้สูง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการสงสัยโรคตับอักเสบ แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามประวัติการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารทะเล ประวัติการเดินทางไปในพื้นที่ที่มีการระบาด และตรวจร่างกายเพื่อคลำหาตับโต รวมถึงสังเกตภาวะดีซ่าน
  • การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ (Liver Function Tests - LFTs): เพื่อดูระดับเอนไซม์ตับ เช่น AST และ ALT ที่มักจะสูงขึ้นอย่างมากเมื่อเซลล์ตับถูกทำลาย รวมถึงการตรวจระดับบิลิรูบิน (Bilirubin) และการทำงานของการแข็งตัวของเลือด
  • การตรวจหาภูมิต้านทานจำเพาะ (Anti-HAV IgM): เป็นการเจาะเลือดเพื่อยืนยันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอในระยะเฉียบพลัน หากพบว่ามี IgM positive แสดงว่ากำลังติดเชื้ออยู่ในปัจจุบัน

วิธีดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

ปัจจุบันยังไม่มี วัคซีนไวรัสตับอักเสบ A สำหรับผู้ใหญ ที่ใช้ในการรักษาโรคโดยตรงเมื่อติดเชื้อแล้ว แนวทางการรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติ

  • การพักผ่อนอย่างเต็มที่: งดการออกกำลังกายหนักหรือการทำงานที่ใช้แรงมาก เพื่อลดภาระการทำงานของตับและช่วยให้เซลล์ตับซ่อมแซมตัวเองได้เร็วขึ้น
  • โภชนาการที่เหมาะสม: รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสไม่จัด เน้นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและโปรตีนในปริมาณที่พอเหมาะ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงและงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาดอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี
  • การใช้ยาอย่างระมัดระวัง: หลีกเลี่ยงการซื้อยา รับประทานเอง หรือสมุนไพรขับพิษตับทุกชนิด เนื่องจากตับในขณะนั้นไม่สามารถเผาผลาญยาได้ดี อาจทำให้ตับอักเสบรุนแรงยิ่งขึ้น หากมีไข้หรือปวดศีรษะ ควรใช้ยาพาราเซตามอลภายใต้คำแนะนำของแพทย์ในขนาดที่จำกัดเท่านั้น
คำแนะนำจากคุณหมอ: การป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนก่อนได้รับเชื้อ ถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและปลอดภัยที่สุดในการตัดวงจรการเกิดโรคตับอักเสบเอในผู้ใหญ่

ทำไมผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน จึงควรเข้ารับการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ

หลายคนมักเข้าใจผิดว่าวัคซีนนี้จำเป็นเฉพาะในเด็ก แต่ในความเป็นจริงแล้ว วัคซีนไวรัสตับอักเสบ A สำหรับผู้ใหญ มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ตรวจไม่พบภูมิคุ้มกันในร่างกาย เหตุผลหลักประกอบด้วย:

  • ความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้นตามอายุ: ยิ่งอายุมาก โอกาสที่ตับจะได้รับความเสียหายรุนแรงจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอก็มีสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • วิถีชีวิตและการรับประทานอาหาร: สังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการรับประทานอาหารนอกบ้าน การสั่งอาหารเดลิเวอรี หรือการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มความเสี่ยงในการรับเชื้อปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม
  • การสร้างภูมิคุ้มกันที่ยาวนาน: การฉีดวัคซีนครบตามกำหนด (มักฉีด 2 เข็ม โดยเข็มที่สองเว้นระยะห่างจากเข็มแรกประมาณ 6 ถึง 12 เดือน) จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันในระดับสูงและสามารถป้องกันโรคได้ยาวนานตลอดชีวิต

กลุ่มผู้ใหญ่ที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนนี้เป็นพิเศษ

แม้ว่าผู้ใหญ่ทุกคนที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันควรได้รับวัคซีน แต่มีกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่มที่แพทย์แนะนำเป็นพิเศษ ได้แก่:

  • ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรังอยู่เดิม เช่น โรคไวรัสตับอักเสบบีหรือซีเรื้อรัง ไขมันพอกตับ หรือตับแข็ง หากติดเชื้อไวรัสเอซ้ำเติม จะทำให้ตับวายได้ง่ายมาก
  • ผู้ที่ต้องเดินทางไปทำงานหรือท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีสุขอนามัยต่ำหรือมีการแพร่ระบาดของโรค
  • บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ประกอบอาชีพทำอาหารและผู้สัมผัสกับอาหาร
  • ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังบางชนิด

การป้องกันและการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลร่วมกับการฉีดวัคซีน

นอกจากการฉีด วัคซีนไวรัสตับอักเสบ A สำหรับผู้ใหญ แล้ว การรักษาสุขอนามัยขั้นพื้นฐานยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลย ได้แก่ การรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ด้วยความร้อน ใช้ช้อนกลางส่วนตัว ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ รวมถึงการดื่มน้ำสะอาดที่ผ่านการกรองหรือต้มสุก การปฏิบัติเช่นนี้ร่วมกับการมีภูมิคุ้มกันจากวัคซีน จะช่วยปกป้องสุขภาพตับของคุณให้ปลอดภัยจากไวรัสร้ายได้อย่างมั่นใจไร้กังวล

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down