ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจโรคตับอักเสบเอในเด็กและภัยเงียบที่มากับอาหาร

โรคตับอักเสบเอ (Hepatitis A) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่สร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก เนื่องจากตับเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญยิ่งต่อระบบเผาผลาญและการขับของเสียในร่างกาย เมื่อเกิดการอักเสบขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมของเด็กอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับในเด็ก พบว่าการทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้อย่างลึกซึ้งตั้งแต่สาเหตุ อาการแสดง ไปจนถึงการดูแลรักษาที่ถูกต้อง จะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถรับมือและปกป้องลูกน้อยได้อย่างทันท่วงที

ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus - HAV) เป็นเชื้อไวรัสที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมค่อนข้างสูง สามารถติดต่อได้ง่ายผ่านทางการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อ โดยมักพบการแพร่ระบาดในโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก หรือสถานที่ที่มีความแออัด แม้ว่าในเด็กเล็กส่วนใหญ่การติดเชื้ออาจแสดงอาการไม่รุนแรงหรือไม่มีอาการเลย แต่ในเด็กโตและวัยรุ่นมักจะแสดงอาการที่ชัดเจนและรุนแรงกว่า ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคตับอักเสบเอ

การติดต่อของไวรัสตับอักเสบเอนั้นเกิดขึ้นผ่านเส้นทางปากสู่ปาก (Fecal-Oral Route) เป็นหลัก เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางการบริโภคอาหารที่ไม่สะอาด น้ำดื่มที่มีการปนเปื้อน หรือการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโดยไม่ได้ล้างมือให้สะอาดหลังเข้าห้องน้ำ เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายจะเดินทางผ่านทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือดและมุ่งตรงไปยังตับ ซึ่งเป็นอวัยวะเป้าหมายหลัก

ภายในเซลล์ตับ เชื้อไวรัสจะทำการเพิ่มจำนวนและกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เซลล์ตับจะบวมและถูกทำลาย ทำให้การทำงานของตับในการขับสารบิลิรูบิน (Bilirubin) และการสังเคราะห์โปรตีนลดลง ส่งผลให้เกิดอาการตัวเหลืองตาเหลือง (Jaundice) รวมถึงอาการปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวาอันเนื่องมาจากการขยายตัวของเยื่อหุ้มตับที่มีปลายประสาทรับความรู้สึกอักเสบและตึงตัวขึ้น

อาการสำคัญและลำดับขั้นการดำเนินของโรค

ลักษณะอาการของโรคตับอักเสบเอในเด็กมักจะแบ่งออกเป็นระยะอย่างชัดเจน ซึ่งผู้ปกครองควรสังเกตความผิดปกติของลูกน้อยในแต่ละช่วงเวลาดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (Prodromal Phase): เด็กจะมีไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหารอย่างมาก และมักมีอาการปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวาหรือลิ้นปี่ร่วมด้วย อาการในระยะนี้มักทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่หรือโรคติดเชื้อทางเดินอาหารทั่วไป
  • ระยะออกเหลือง (Icteric Phase): หลังจากมีอาการเริ่มต้นประมาณ 3 ถึง 7 วัน เด็กจะเริ่มมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้มเหมือนชาเขียวเข้มหรือโคคาโคลา และอุจจาระมีสีซีดลง เนื่องจากท่อน้ำดีอุดตันจากภาวะบวมอักเสบของตับ ในช่วงนี้อาการไข้มักจะเริ่มลดลงหรือหายไป แต่ความอ่อนเพลียจะยังคงอยู่
  • ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase): อาการตัวเหลืองและอาการอ่อนเพลียจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ ตับจะเริ่มกลับมาทำงานได้เป็นปกติ การรับประทานอาหารจะเริ่มดีขึ้น โดยกระบวนการฟื้นตัวทั้งหมดอาจใช้เวลาตั้งแต่หลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือน
คำแนะนำจากคุณหมอ: หากเด็กมีอาการปวดท้องใต้ชายโครงขวาอย่างต่อเนื่องร่วมกับปัสสาวะสีเข้มและตัวเหลืองตาเหลือง ควรรีบนำตัวมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและเจาะเลือดดูการทำงานของตับทันที ห้ามปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน

แม้ว่าโรคตับอักเสบเอส่วนใหญ่จะหายได้เองโดยไม่มีโรคตับเรื้อรังตามมา แต่ในบางกรณีอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิตได้ที่เรียกว่า ภาวะตับวายเฉียบพลัน (Fulminant Hepatic Failure) ผู้ปกครองจึงต้องเฝ้าระวังอาการเตือนอันตรายอย่างใกล้ชิด ดังนี้

  • อาการซึมลง สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือหมดสติ ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคทางสมองจากตับ (Hepatic Encephalopathy)
  • อาเจียนติดต่อกันหลายครั้ง ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้เลยจนเกิดภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหลไม่หยุด เลือดออกตามไรฟัน หรือมีรอยจ้ำเลือดสีม่วงตามผิวหนัง
  • ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากภาวะมีน้ำในช่องท้อง (Ascites)
  • ตัวเหลืองตาเหลืองเข้มข้นขึ้นอย่างรวดเร็วร่วมกับไข้กลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง

การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อพาเด็กมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร การเดินทาง และประวัติการสัมผัสผู้ป่วย พร้อมกับการตรวจร่างกายอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะการคลำหาขนาดของตับและม้าม

การยืนยันการวินิจฉัยโรคตับอักเสบเอทำได้โดยการเจาะเลือดเพื่อตรวจหา:

  • ระดับเอนไซม์ตับ (Liver Function Tests: ALT และ AST) ซึ่งจะมีค่าสูงขึ้นอย่างมากบ่งบอกถึงการอักเสบของเซลล์ตับ
  • ระดับบิลิรูบิน (Bilirubin) ในเลือด เพื่อประเมินระดับความเหลือง
  • การตรวจหาแอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ชนิดไอจีเอ็ม (Anti-HAV IgM) ซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อในระยะเฉียบพลัน

วิธีรักษาและการดูแลเด็กที่บ้าน

ปัจจุบันยังไม่มีon ยาต้านไวรัสจำเพาะสำหรับรักษาโรคตับอักเสบเอ การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติ

  • การพักผ่อน: ให้เด็กนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานมากจนเกินไปในช่วงที่มีอาการอักเสบรุนแรง
  • โภชนาการที่เหมาะสม: เน้นรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสชาติไม่จัด และให้พลังงานเพียงพอ แบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ หลายมื้อหากเด็กมีอาการคลื่นไส้ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง
  • การให้สารน้ำ: ส่งเสริมให้เด็กจิบน้ำเกลือแร่หรือน้ำสะอาดบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • การใช้ยา: หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ต้องเผาผลาญผ่านตับโดยไม่จำเป็น ยาทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นยาแก้ปวดหรือวิตามินเสริม ควรอยู่ภายใต้คำสั่งของแพทย์เท่านั้น
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาพาราเซตามอลให้เด็กรับประทานเกินขนาด และห้ามใช้ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่อตับและระบบทางเดินอาหาร รวมถึงห้ามใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาขับน้ำดีพื้นบ้านโดยไม่มีคำสั่งแพทย์

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันโรคตับอักเสบเอที่ดีที่สุดคือการสร้างสุขอนามัยที่ดีและการรับวัคซีนป้องกันโรค

  • การฉีดวัคซีนตับอักเสบเอ (Hepatitis A Vaccine): แนะนำให้เด็กทุกคนรับการฉีดวัคซีนเริ่มตั้งแต่ช่วงอายุ 1 ปีขึ้นไป โดยฉีดจำนวน 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 6 ถึง 12 เดือน เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันในระยะยาว
  • สุขอนามัยส่วนบุคคล: สอนให้เด็กๆ ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • ความสะอาดของอาหารและน้ำ: รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ด้วยความร้อน ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำที่ผ่านการต้มสุก และใช้ช้อนกลางทุกครั้งเมื่อรับประทานอาหารร่วมกัน

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

สรุปแนวทางปฏิบัติที่สำคัญเมื่อต้องดูแลเด็กที่มีความเสี่ยงหรือป่วยเป็นโรคตับอักเสบเอ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของบุตรหลาน:

  • สังเกตอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดท้องใต้ชายโครงขวา และภาวะตัวเหลืองตาเหลืองอย่างใกล้ชิด
  • หากพบสัญญาณอันตราย เช่น ซึม ไม่ยอมดื่มน้ำ อาเจียนรุนแรง หรือเลือดออกผิดปกติ ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที
  • งดให้ยาพาราเซตามอลเกินขนาดและห้ามใช้ยาแอสไพรินเด็ดขาด
  • ดูแลเรื่องความสะอาดของอาหาร น้ำดื่ม และการล้างมืออย่างเคร่งครัด
  • พาเด็กไปรับวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบเอนetตามกำหนดนัดหมายของแพทย์
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down