ตับอักเสบจากไวรัส A ภัยเงียบจากอาหารและการกินที่ทุกคนควรรู้
โรคไวรัสตับอักเสบ เอ (Hepatitis A) เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินอาหารและตับที่พบได้บ่อยทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศหรือพื้นที่ที่มีสุขอนามัยการประกอบอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาดเพียงพอ ไวรัสชนิดนี้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมอย่างมาก สามารถแฝงตัวอยู่ในอาหาร น้ำดื่ม หรือแม้แต่ของใช้ที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อ เมื่อได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ไวรัสจะตรงเข้าทำลายเซลล์ตับ ส่งผลให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงแบบเฉียบพลัน
ในอดีตผู้คนจำนวนมากมักได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ ตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก ซึ่งในเด็กเล็กมักไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยคล้ายหวัด และเมื่อหายแล้วร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันธรรมชาติตลอดชีวิต แต่ในปัจจุบัน ระบบสุขาภิบาลและ hygiene ดีขึ้นอย่างมาก ทำให้เด็กและผู้ใหญ่ยีนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ไม่มีภูมิคุ้มกันธรรมชาติ ต่อโรคนี้ ส่งผลให้เมื่อเกิดการติดเชื้อในวัยผู้ใหญ่ หรือเด็กโต อาการป่วยมักจะรุนแรงกว่าเด็กเล็กอย่างเห็นได้ชัด เช่น มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลียวิกฤต หรือในบางรายที่ไม่พบบ่อยแต่อันตรายถึงชีวิตคือภาวะตับวายเฉียบพลัน (Acute Liver Failure)
กลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดความรุนแรงของโรคหรือมีโอกาสสัมผัสเชื้อได้สูง ได้แก่ เด็กวัยเรียน ทารก ผู้สูงวัย ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรังเดิม (เช่น ตับแข็ง ไขมันพอกตับ) ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ และผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด การป้องกันที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดและได้รับการยอมรับทางการแพทย์ทั่วโลก คือการรับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ บทความนี้จะมาช่วยไขข้อข้องใจฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ อย่างเจาะลึก ตั้งแต่ตารางการฉีด ระยะเวลาภูมิคุ้มกัน การดูแลรักษา ตลอดจนสัญญาณเตือนวิกฤตที่ต้องเฝ้าระวัง
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบ เอ (Causes & Pathophysiology)
โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ (Hepatitis A Virus - HAV) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดสารพันธุกรรมอาร์เอ็นเอ (RNA Virus) ในวงศ์ Picornaviridae ไวรัสชนิดนี้ไม่มีเปลือกหุ้ม (Non-enveloped virus) ทำให้มีความต้านทานสูงต่อกรดในกระเพาะอาหาร ความร้อนระดับต่ำ และสารละลายไขมัน สามารถรอดชีวิตในสิ่งแวดล้อมได้นานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน
ช่องทางการติดต่อของเชื้อ (Transmission Route)
การแพร่กระจายหลักของเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ เกิดผ่านทางอุจจาระสู่ปาก (Fecal-Oral Route) ได้แก่:
- การรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนเชื้อ เช่น อาหารทะเลดิบ หอยดิบ ผักสดที่ไม่สะอาด หรือน้ำดื่มที่ไม่ผ่านการต้มสุก
- การสัมผัสสิ่งของ ของเล่น หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อ แล้วนำมือเข้าปากโดยไม่ได้ล้างมือให้สะอาด
- การใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อในครอบครัว สถานเลี้ยงเด็ก หรือโรงเรียน
- การมีสัมพันธ์ทางเพศที่มีการสัมผัสบริเวณปากและทวารหนัก (Oral-Anal Sex)
กลไกการทำลายเซลล์ตับ (Pathophysiology)
เมื่อเชื้อ HAV เข้าสู่ร่างกายผ่านการกลืน เชื้อจะผ่านกระเพาะอาหารและถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็ก เข้าสู่ระบบหมุนเวียนเลือดผ่านทางเส้นเลือดดำพอร์ทัล (Portal Vein) ไปยังตับ ไวรัสจะเข้าจับกับตัวรับบนผิวเซลล์ตับ (Hepatocytes) และเพิ่มจำนวนประชากรไวรัสภายในเซลล์ จากนั้นไวรัสจะถูกปลดปล่อยออกมาทางท่อน้ำดี ลงสู่อุจจาระเพื่อแพร่กระจายต่อไป
ความน่าสนใจทางการแพทย์คือ ไวรัส HAV ไม่ได้ทำลายเซลล์ตับโดยตรง (Non-cytopathic virus) แต่การอักเสบและบาดเจ็บของตับเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตนเอง โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด Cytotoxic T-Lymphocytes (CD8+ T cells) และ Natural Killer (NK) cells ที่พยายามเข้าไปทำลายเซลล์ตับที่ติดเชื้อไวรัส ส่งผลให้เซลล์ตับเกิดการตาย (Necrosis) และเกิดการอักเสบเป็นวงกว้าง ส่งผลให้ค่าเอนไซม์ตับในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
อาการสำคัญและระยะของโรค (Symptoms & Progression)
ระยะฟักตัวของโรค (Incubation Period) อยู่ที่ประมาณ 15-50 วัน (เฉลี่ย 28 วัน) โดยผู้ป่วยสามารถแพร่กระจายเชื้อได้ดีที่สุดในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนที่จะเริ่มแสดงอาการเหลือง ซึ่งเป็นระยะที่ยังไม่รู้ตัวว่าป่วย ทำให้เกิดการระบาดได้ง่าย อาการของโรคแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ดังนี้:
1. ระยะก่อนมีอาการเหลือง (Prodromal Phase)
ระยะนี้มักเกิดขึ้นทันทีทันใดและคงอยู่ประมาณ 4-7 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่หรือกลุ่มอาการทางระบบทางเดินอาหาร ได้แก่:
- ไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น
- อ่อนเพลียอย่างมาก เบื่ออาหาร รู้สึกสะอิดสะเอียนเมื่อเห็นอาหาร
- คลื่นไส้ อาเจียน ปวดแน่นท้องบริเวณชายโครงขวา (ตำแหน่งของตับ)
- ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ
2. ระยะมีอาการเหลือง (Icteric Phase)
มักเกิดขึ้นหลังระยะแรกประมาณ 3-10 วัน โดยอาการไข้จะเริ่มลดลง แต่จะพบความผิดปกติที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งคงอยู่ได้นาน 2-6 สัปดาห์ ได้แก่:
- ภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง (Jaundice) เกิดจากการสะสมของสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ในร่างกาย
- ปัสสาวะสีเข้มจัด คล้ายสีน้ำชาเข้มหรือสีน้ำโค้ก
- อุจจาระสีซีดลง คล้ายสีดินสอพอง เนื่องจากน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ตามปกติ
- คันตามผิวหนังอย่างรุนแรง จากการสะสมของเกลือน้ำดีใต้ผิวหนัง
- ตับโตและกดเจ็บ (Hepatomegaly)
3. ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase)
อาการตัวเหลืองตาเหลืองและภาวะอ่อนเพลียจะค่อยๆ ดีขึ้นอย่างช้าๆ ใช้เวลาประมาณ 2-12 สัปดาห์ การทำงานของตับจะกลับคืนสู่ภาวะปกติอย่างสมบูรณ์ โรคนี้ต่างจากไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ตรงที่ **ไวรัสตับอักเสบ เอ ไม่ก่อให้เกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรัง (No Chronic Infection)** เมื่อหายแล้วจะมีภูมิคุ้มกันถาวร
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)
แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคตับเดิม อาจเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน (Acute Liver Failure / Fulminant Hepatitis) ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก ผู้ดูแลและคนไข้ต้องสังเกตสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ดังต่อไปนี้ หากพบข้อใดข้อหนึ่งต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที:
- ภาวะทางสมองจากโรคตับ (Hepatic Encephalopathy): มีอาการสับสน สับสนวันเวลาสถานที่ ซึมลง เลอะเลอ พูดไม่รู้เรื่อง พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง หรือนอนหลับมากผิดปกติ
- อาการเลือดออกผิดปกติ (Coagulopathy): เลือดกำเดาไหลไม่หยุด เลือดออกตามไรฟัน มีรอยเขียวช้ำตามตัวง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำสนิท (Melena)
- คลื่นไส้อาเจียนรุนแรงจนดื่มน้ำไม่ได้: เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ล้มเหลว
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration): ปากแห้ง ผิวแห้ง ตาลึกบุ๋ม ปัสสาวะไม่ออกเกิน 6-8 ชั่วโมง หรือซึมเวียนศีรษะเวลาลุกนั่ง
- ท้องอืดโตขึ้นอย่างรวดเร็ว (Ascites): มีน้ำในช่องท้อง หรือแน่นท้องมากจนหายใจลำบาก หอบเหนื่อย
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)
เนื่องจากอาการตับอักเสบระยะแรกอาจคล้ายกับโรคติดเชื้อไวรัสอื่นๆ หรือตับอักเสบจากสาเหตุอื่น แพทย์จำเป็นต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัย ดังนี้:
1. การซักประวัติและการตรวจร่างกาย (History & Physical Examination)
แพทย์จะซักประวัติความเสี่ยง เช่น การรับประทานอาหารดิบ การเดินทาง ประวัติผู้ป่วยใกล้ชิด และตรวจร่างกายเพื่อดูภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง คลำขนาดตับว่าโตหรือกดเจ็บหรือไม่
2. การตรวจทางซีรัมวิทยา (Serology Tests for HAV)
- Anti-HAV IgM: เป็นการตรวจหาแอนติบอดีชนิด IgM ต่อเชื้อ HAV ผลบวกแสดงถึง "การติดเชื้อเฉียบพลันในปัจจุบัน หรือเพิ่งติดเชื้อมาไม่นาน" โดยจะตรวจพบได้ตั้งแต่เริ่มมีอาการ และคงอยู่ประมาณ 3-6 เดือน
- Anti-HAV IgG: เป็นการตรวจหาแอนติบอดีชนิด IgG ผลบวกแสดงถึง "การเคยติดเชื้อในอดีตและหายแล้ว" หรือ "ได้รับวัคซีนป้องกันเรียบร้อยแล้ว" ซึ่งเป็นตัวระบุว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันถาวร
3. การตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Test - LFT)
- AST (SGOT) และ ALT (SGPT): ค่าเอนไซม์ตับจะสูงขึ้นอย่างมาก มักจะเกิน 1,000 U/L ในระยะเฉียบพลัน
- Serum Bilirubin: ค่าบิลิรูบินรวม (Total Bilirubin) และบิลิรูบินสายตรง (Direct Bilirubin) จะสูงขึ้นสัมพันธ์กับระดับความเหลืองของร่างกาย
- Alkaline Phosphatase (ALP): อาจสูงขึ้นเล็กน้อยถึงปานกลาง
- Prothrombin Time (PT) / INR: การตรวจการแข็งตัวของเลือด ถือเป็นตัวชี้วัดความรุนแรงของตับที่สำคัญที่สุด หากค่า PT ยืดยาวออก หรือ INR สูงขึ้น แสดงว่าตับเริ่มสูญเสียการสร้างโปรตีนช่วยการแข็งตัวของเลือด เป็นสัญญาณเตือนของภาวะตับวาย
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment & Home Care)
ในปัจจุบัน **ยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจง (No specific antiviral therapy)** สำหรับรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ เอ การรักษาหลักตามหลักสากลคือ "การรักษาตามอาการและการประคบประคอง (Supportive and Symptomatic Treatment)" เพื่อให้ร่างกายและภูมิคุ้มกันขจัดไวรัสออกไปเอง
การรักษาและการดูแลตนเองที่บ้าน
- การพักผ่อนอย่างเต็มที่ (Bed Rest): ในระยะที่มีอาการปวดเหนื่อย อ่อนเพลีย ควรลดกิจกรรมการทำงาน หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก เพื่อลดภาระการทำงานของตับ
- โภชนาการที่เหมาะสม: รับประทานอาหารย่อยง่าย แบ่งเป็นมื้อเล็กๆ วันละ 4-6 มื้อ เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการคลื่นไส้ช่วงบ่าย แนะนำให้รับประทานอาหารมื้อใหญ่ในช่วงเช้าที่ยังไม่ค่อยคลื่นไส้ เน้นอาหารคาร์โบไฮเดรตสูง และลดอาหารที่มีไขมันสูง
- การทดแทนน้ำและเกลือแร่: หากมีอาการอาเจียน ควรจิบน้ำเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อย เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- งดแอลกอฮอล์เด็ดขาด: เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดเป็นพิษต่อเซลล์ตับโดยตรง และจะซ้ำเติมให้ตับอักเสบเสียหายรุนแรงขึ้น ควรงดอย่างน้อย 6 เดือนหลังหายป่วย
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)
ตับเป็นอวัยวะหลักในการขจัดสารพิษและเมแทบอลิซึมยา การใช้ยาหรือสารเคมีในช่วงที่ตับกำลังอักเสบอาจอันตรายถึงชีวิตได้:
- ข้อจำกัดการใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol): ห้ามทานยาพาราเซตามอลเกินขนาดเด็ดขาด ในเด็กขนาดยาที่ปลอดภัยคือ 10-15 mg/kg ต่อครั้ง ทุก 4-6 ชั่วโมง (ไม่เกิน 5 ครั้งต่อวัน) ในผู้ใหญ่ไม่ควรเกิน 2,000 mg ต่อวันขณะตับอักเสบ และต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
- ห้ามซื้อยารับประทานเอง: หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ยานอนหลับ ยาปฏิชีวนะ หรือยาสมุนไพร ยาแผนโบราณ และอาหารเสริมทุกชนิด เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะพิษต่อตับ (Drug-Induced Liver Injury)
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทานเอง: ยาปฏิชีวนะมีไว้สำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ ได้ การทานยาปฏิชีวนะนอกจากไม่ช่วยรักษาแล้ว ยังเพิ่มภาระการทำงานให้ตับอีกด้วย
ไขข้อข้องใจฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ A กี่เข็มถึงภูมิขึ้นเต็มที่ ป้องกันได้นานแค่ไหน
การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ ความปลอดภัยสูง และคุ้มค่าที่สุดในการป้องกันโรคนี้ โดยมีคำถามยอดฮิตทางการแพทย์ที่ประชาชนมักสงสัย ดังนี้:
1. ต้องฉีดวัคซีนกี่เข็ม และฉีดห่างกันเท่าไหร่?
ตามมาตรฐานสากลและแนวทางของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย รวมถึงศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) แนะนำให้ **ฉีดวัคซีนทั้งหมด 2 เข็ม (2-Dose Series)** โดยมีกำหนดระยะเวลา ดังนี้:
- เข็มที่ 1: เป็นเข็มเริ่มต้น เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันระดับแรก
- เข็มที่ 2: เป็นเข็มกระตุ้น (Booster Dose) โดยให้ฉีดห่างจากเข็มแรก **6 ถึง 12 เดือน** (หรือห่างกัน 6 ถึง 18 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีน)
2. ฉีดกี่เข็มภูมิคุ้มกันถึงจะขึ้นเต็มที่?
หลังจากการฉีด **เข็มที่ 1** ผ่านไปประมาณ 2-4 สัปดาห์ ร่างกายจะเริ่มสร้างภูมิคุ้มกัน (Anti-HAV IgG) ขึ้นมาครอบคลุมได้มากกว่า 95% ของผู้ได้รับวัคซีน อย่างไรก็ตาม ภูมิคุ้มกันจากเข็มแรกอาจจะค่อยๆ ลดลงตามกาลเวลา
ดังนั้น **การฉีดเข็มที่ 2 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง** เพราะเป็นการกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันระดับสูงเต็มที่ (Seroconversion Rate เกือบ 100%) และสร้างเซลล์ความจำ (Memory B-cells) ในระบบภูมิคุ้มกันอย่างสมบูรณ์
3. วัคซีนสามารถป้องกันได้นานแค่ไหน? ต้องฉีดกระตุ้นซ้ำทุกกี่ปี?
จากการศึกษาติดตามผลในระยะยาว (Long-term Clinical Studies) พบว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ ครบทั้ง 2 เข็ม จะมีระดับภูมิคุ้มกันที่คงอยู่ในร่างกายได้นานอย่างน้อย **20 ถึง 30 ปี หรืออาจป้องกันได้ตลอดชีวิต (Lifelong Protection)** โดยในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ **ไม่มีความจำเป็นต้องฉีดเข็มกระตุ้นซ้ำ (No Booster Required)** อีกตลอดชีวิตหลังจากรับครบ 2 เข็มแล้ว
4. ใครบ้างที่ควรได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ?
- เด็กทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป (12 เดือนขึ้นไป): สามารถเริ่มฉีดเข็มแรกได้ตั้งแต่อายุ 1 ขวบ
- ผู้ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน: ตรวจเลือดแล้วไม่พบ Anti-HAV IgG
- ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง: เช่น ไวรัสตับอักเสบ บี หรือ ซี เรื้อรัง, ตับแข็ง, ไขมันพอกตับ เนื่องจากหากติดเชื้อ HAV ซ้ำซ้อนจะเสี่ยงตับวายสูงมาก
- ผู้ประกอบอาหาร ผู้ดูแลเด็ก และบุคลากรทางการแพทย์
- นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศ ในพื้นที่ที่มีการระบาด
ตารางเช็กความพร้อมและแนวทางปฏิบัติสำหรับครอบครัว (Parent/Patient Actionable Checklist)
เพื่อให้การป้องกันและรับมือกับโรคไวรัสตับอักเสบ เอ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบครัวและผู้ดูแลสามารถปฏิบัติตามรายการเช็กลิสต์นี้ได้ทันที:
- **เช็กประวัติการฉีดวัคซีนของลูกและสมาชิกในบ้าน:** เด็กอายุเกิน 1 ปีขึ้นไป ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วหรือยัง? (เข็มแรก และเข็มสองห่างกัน 6-12 เดือน)
- **ยึดหลัก กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ:** ล้างมือด้วยน้ำและสบู่เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที ก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก
- **หลีกเลี่ยงอาหารเสี่ยง:** งดการรับประทานอาหารทะเลดิบ หอยดิบ อาหารที่ตั้งทิ้งไว้โดยไม่มีสิ่งปกคลุม และน้ำแข็งที่ไม่สะอาด
- **การแยกของใช้เมื่อมีผู้ป่วยในบ้าน:** หากมีผู้ติดเชื้อในบ้าน ให้แยกภาชนะ แก้วน้ำ จานชาม และห้องน้ำ (ถ้าเป็นไปได้) รวมถึงทำความสะอาดโถสุขภัณฑ์ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของคลอรีน (Bleach)
- **การสังเกตอาการผิดปกติ:** หากมีไข้ อ่อนเพลีย ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม ให้รีบไปพบแพทย์ และงดซื้อยาทานเองเด็ดขาด
บทสรุปจากกุมารแพทย์
โรคไวรัสตับอักเสบ เอ แม้จะเป็นโรคที่ไม่ก่อให้เกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรังเหมือนไวรัสตับอักเสบ บี หรือ ซี แต่ความรุนแรงในระยะเฉียบพลันอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคตับเดิม
การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ จำนวน **2 เข็ม** โดยเว้นระยะห่างกัน 6-12 เดือน เป็นวิธีการป้องกันที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด สามารถสร้างภูมิคุ้มกันที่คุ้มครองร่างกายได้ยาวนานหลายสิบปีหรือตลอดชีวิต การปลูกฝังสุขอนามัยที่ดีควบคู่ไปกับการรับวัคซีนตามกำหนด จะเป็นเกราะป้องกันที่มั่นคงที่สุดให้คุณและคนที่คุณรักปลอดภัยจากโรคไวรัสตับอักเสบ เอ ได้อย่างยั่งยืน