ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขข้อข้องใจเรื่องวัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ คุ้มครองร่างกายได้ยาวนานแค่ไหน

โรคไวรัสตับอักเสบ เอ (Hepatitis A) เป็นโรคติดเชื้อที่สร้างความกังวลใจให้กับหลายครอบครัว เนื่องจากสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านทางอาหารและน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตับ ทำให้เกิดภาวะอักเสบเฉียบพลัน คำถามสำคัญที่แพทย์มักได้รับจากคนไข้และผู้ปกครองอยู่เสมอคือ เมื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ แล้ว ภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นจะสามารถปกป้องร่างกายได้ตลอดชีวิตจริงหรือไม่ หรือจะต้องมารับวัคซีนกระตุ้นซ้ำอีกในอนาคต บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงกลไกการทำงานของวัคซีน ข้อเท็จจริงทางการแพทย์ และแนวทางการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง

ทำความรู้จักโรคไวรัสตับอักเสบ เอ และเส้นทางการแพร่ระบาด

ไวรัสตับอักเสบ เอ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Hepatitis A Virus (HAV) ซึ่งมีความสามารถในการทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกายได้ดี เชื้อโรคชนิดนี้ติดต่อผ่านทางระบบทางเดินอาหารเป็นหลัก (Fecal-Oral Route) โดยมักปนเปื้อนมากับอาหาร น้ำดื่ม น้ำแข็ง หรืออาหารทะเลที่ไม่ผ่านความร้อนอย่างทั่วถึง รวมถึงการรับประทานอาหารร่วมกับผู้ที่มีเชื้อไวรัสนี้อยู่ในร่างกายโดยไม่ได้ล้างมือให้สะอาด

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย มันจะเดินทางผ่านกระแสเลือดไปยังตับและเริ่มกระบวนการ การอักเสบของเนื้อเยื่อตับ (Hepatic Inflammation) ทำให้เซลล์ตับทำงานผิดปกติ โดยในเด็กเล็กส่วนใหญ่ที่ติดืเชื้ออาจแสดงอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่แสดงอาการเลย แต่ในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ อาการมักจะมีความรุนแรงและใช้ระยะเวลานานกว่าจะหายเป็นปกติ

อาการสำคัญและระยะการดำเนินของโรค

การสังเกตอาการของโรคไวรัสตับอักเสบ เอ มีความสำคัญอย่างมากในการเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที โดยโรคนี้มีระยะฟักตัวประมาณ 15 ถึง 50 วัน ก่อนที่ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการออกมา โดยสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (Prodromal Phase): ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ มีไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และรู้สึกแน่นบริเวณชายโครงด้านขวาซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ
  • ระยะตัวเหลืองตาเหลือง (Icterus Phase): หลังจากมีอาการเริ่มต้นประมาณ 1 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะสีเข้มเหมือนชาแก่ ตามด้วยอาการตาเหลืองและผิวหนังเหลือง (Jaundice) อุจจาระมีสีซีดลง ในช่วงนี้อาการอ่อนเพลียจะเด่นชัดขึ้น
  • ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase): อาการตัวเหลืองจะค่อยๆ ลดลงและหายไปภายใน 2 ถึง 4 สัปดาห์ กระบวนการฟื้นฟูสภาพตับ อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือนกว่าที่ร่างกายจะกลับมาแข็งแรงสมบูรณ์
ข้อควรระวังทางการแพทย์: แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายขาดจากโรคไวรัสตับอักเสบ เอ ได้เองโดยไม่มีภาวะตับอักเสบเรื้อรัง แต่ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับตับ อาจเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน (Fulminant Hepatic Failure) ซึ่งเป็นภาวะอันตรายถึงชีวิตและต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิดในห้องวิกฤต

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากผู้ป่วยหรือบุตรหลานมีอาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ และพบสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เนื่องจากอาจเข้าสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง:

  • มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด หรือมีความผิดปกติทางสมอง เช่น พูดจาสับสน เอะอะโวยวาย หรือหมดสติ
  • อาเจียนติดต่อกันหลายครั้ง ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้เลย
  • มีอาการปวดท้องรุนแรงบริเวณตับ
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหลไม่หยุด หรือมีจุดจ้ำเลือดตามผิวหนัง
  • ตัวเหลืองและตาเหลืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วร่วมกับปัสสาวะน้อยลง

ข้อเท็จจริงทางการแพทย์: รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ แล้วป้องกันได้ตลอดชีวิตจริงหรือไม่

กลับมาที่คำถามสำคัญว่า การรับวัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ สามารถป้องกันโรคได้ตลอดชีวิตจริงหรือไม่ คำตอบทางการแพทย์ปัจจุบันคือ วัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ ให้ภูมิคุ้มกันที่ยาวนานมากและอาจอยู่ได้ตลอดชีวิตในคนส่วนใหญ่ แต่ในทางการแพทย์ยังไม่มีการยืนยันตัวเลขระยะเวลาที่แน่นอนสำหรับทุกคน

วัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated Vaccine) ซึ่งแนะนำให้ฉีดจำนวน 2 เข็ม โดยเข็มที่สองจะต้องเว้นระยะห่างจากเข็มแรกประมาณ 6 ถึง 12 เดือน การศึกษาทางภูมิคุ้มกันวิทยาพบว่า การฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มตามกำหนดจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างระดับภูมิคุ้มกัน (Antibody against Hepatitis A Virus: Anti-HAV) ในระดับที่สูงมากเพียงพอในการป้องกันโรค และจากข้อมูลการติดตามระยะยาวพบว่าภูมิคุ้มกันนี้สามารถคงอยู่ได้นานอย่างน้อย 20 ถึง 30 ปี หรืออาจยาวนานตลอดชีวิต

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน หรือผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง ระดับภูมิคุ้มกันอาจลดลงเร็วกว่าคนทั่วไป แพทย์อาจพิจารณาเจาะเลือดตรวจหาระดับภูมิคุ้มกัน หรือพิจารณาให้วัคซีนกระตุ้นซ้ำ (Booster Dose) เป็นรายกรณีไป

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยอาจติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีมาตรฐานทางการแพทย์ ดังนี้:

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามประวัติการรับประทานอาหาร การเดินทาง ประวัติการได้รับวัคซีน และตรวจหารอยโรคหรืออาการตัวเหลืองตาเหลือง
  • การเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests: LFTs): เพื่อดูระดับเอนไซม์ตับ เช่น AST และ ALT ว่ามีการอักเสบมากน้อยเพียงใด รวมถึงตรวจระดับบิลิรูบิน (Bilirubin)
  • การตรวจหาภูมิต้านทานและเชื้อไวรัส (Serological Tests): การตรวจหา Anti-HAV IgM เพื่อยืนยันการติดเชื้อในระยะเฉียบพลัน และการตรวจหา Anti-HAV IgG เพื่อดูว่าร่างกายเคยได้รับเชื้อหรือเคยได้รับวัคซีนและมีภูมิคุ้มกันแล้วหรือไม่

วิธีดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

เนื่องจากโรคไวรัสตับอักเสบ เอ เป็นการติดเชื้อไวรัสที่ส่วนใหญ่ร่างกายสามารถหายได้เอง การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ตับได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่

คำแนะนำจากคุณหมอ: สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาคือการพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมากจนเกินไป และ ห้ามซื้อยา รับประทานเองโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะยาแก้ปวดลดไข้บางชนิด ยาสสมุนไพร หรืออาหารเสริมที่ไม่มีใบรับรอง เนื่องจากสารเหล่านี้ต้องถูกเผาผลาญที่ตับ ซึ่งอาจซ้ำเติมอาการอักเสบให้รุนแรงมากขึ้น หากจำเป็นต้องใช้ยาพาราเซตามอล ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์และกำหนดขนาดยาอย่างเคร่งครัด

ในด้านโภชนาการ ควรรับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย สะอาด ปรุงสุกใหม่ เน้นอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงและโปรตีนพอเหมาะ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงและงดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาดจนกว่าการทำงานของตับจะกลับสู่ภาวะปกติ

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ เอ ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดประกอบด้วยสองส่วนหลัก ได้แก่ การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลและการรับวัคซีนป้องกัน

  • การรักษาสุขอนามัย: ยึดหลักกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำที่ต้มสุกแล้ว
  • การฉีดวัคซีน: แนะนำให้ฉีดในเด็กตั้งแต่ช่วงอายุ 1 ปีขึ้นไป โดยรับวัคซีนจำนวน 2 เข็มตามกำหนด นอกจากนี้ยังแนะนำเป็นอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ที่จะเดินทางไป in พื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ผู้ประกอบอาชีพทำอาหาร ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง และผู้ที่มีเพศสัมพันธ์บางกลุ่ม

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ป่วย

สรุปขั้นตอนปฏิบัติสำหรับคุณพ่อคุณแม่และคนไข้:
1. ตรวจสอบประวัติการรับวัคซีนของตนเองและบุตรหลาน หากยังไม่เคยรับวัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ หรือได้รับไม่ครบ 2 เข็ม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนให้ครบถ้วน
2. ปลูกฝังสุขอนามัยที่ดีในการล้างมือก่อนทานอาหารเสมอ
3. หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ร่วมกับปัสสาวะสีเข้มหรือตัวเหลือง ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที
4. ห้ามซื้อยาชุด ยาปฏิชีวนะ หรือยาสสมุนไพรทานเองเมื่อมีอาการป่วยทางตับ
5. ติดตามสุขภาพตับและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดในระยะพักฟื้น
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down