ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอและภาวะไข้สูงเฉียบพลันในเด็ก

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอน (Influenza Virus) สำหรับประเทศไทยมักพบการระบาดได้ตลอดทั้งปีแต่จะพบมากเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว โดยสายพันธุ์เอ (Influenza A) เป็นสายพันธุ์ที่มักทำให้เกิดอาการรุนแรง ไข้สูงเฉียบพลัน และแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วในกลุ่มเด็กเล็ก เด็กวัยเรียน และทารก ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงทีตามหลักการแพทย์

สาเหตุและกลไกการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอติดต่อผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการพูดคุยในระยะใกล้ชิด รวมถึงการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนแล้วนำมือมาสัมผัสตา จมูก หรือปาก เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าจู่โจมเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนต้นและส่วนปลาย กระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารอักเสบขึ้นมาจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลียอย่างรุนแรง และมีอาการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ

อาการสำคัญและลำดับพัฒนาการของโรค

การสังเกตอาการของลูกรักในแต่ละระยะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวินิจฉัยและการรักษา โดยทั่วไปอาการจะเริ่มแสดงออกอย่างรวดเร็วหลังจากได้รับเชื้อประมาณหนึ่งถึงสี่วัน ดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก (Day 1-2): เด็กจะมีไข้สูงลอยเฉียบพลัน บางรายอาจสูงถึงสามถึงสี่สิบองศาเซลเซียส ร่วมกับอาการหนาวสั่น หน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียมาก และอาจมีอาการเบื่ออาหารร่วมด้วย
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด (Day 3-5): อาการไข้สูงยังคงอยู่ เริ่มมีอาการทางระบบทางเดินหายใจเด่นชัดขึ้น เช่น ไอแห้งๆ เจ็บคอ คัดจมูก มีน้ำใสๆ ไหล อาการไออาจรุนแรงจนทำให้เจ็บหน้าอกหรืออาเจียนหลังไอ
  • ระยะฟื้นตัว (Day 6-7 เป็นต้นไป): หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน ไข้จะค่อยๆ ลดลงและหายไปภายในหนึ่งสัปดาห์ แต่ออาการอ่อนเพลียและอาการไออาจยังคงหลงเหลืออยู่ได้อีกระยะหนึ่ง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

คุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวังอาการของลูกอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนอันตรายเหล่านี้ ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด

  • ไข้สูงต่อเนื่องเกินสามวัน หรือไข้ไม่ยอมลดแม้จะเช็ดตัวและกินยาลดไข้แล้วก็ตาม
  • มีอาการชักจากไข้สูง (Febrile Seizure) เกร็ง ตาลอย หรือหมดสติ
  • ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือปฏิเสธการดื่มนมและน้ำ
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงยุบหรืออกบุ๋ม ปีกจมูกบานขณะหายใจ
  • ริมฝีปากหรือปลายนิ้วมีสีเขียวคล้ำ แสดงถึงภาวะพร่องออกซิเจน
  • มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้งสนิท ปัสสาวะไม่ออกหรือมีสีเข้มจัดนานเกินหกชั่วโมง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ ได้แก่ ปอดอักเสบติดเชื้อซ้ำซ้อน กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ สมองอักเสบ และภาวะขาดน้ำรุนแรง ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทาง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดและตรวจร่างกาย หากสงสัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ แพทย์อาจพิจารณาทำการตรวจวินิจฉัยด้วยชุดตรวจคัดกรองอย่างรวดเร็ว (Rapid Influenza Diagnostic Test) โดยการใช้อุปกรณ์ก้านสำลีกวาดเก็บตัวสารคัดหลั่งจากโพรงจมูก ซึ่งทราบผลได้รวดเร็วภายในสิบห้าถึงสามสิบนาที ช่วยให้แพทย์สามารถเริ่มให้ยาต้านไวรัสได้อย่างทันท่วงทีในกลุ่มเสี่ยง

วิธีดูแลรักษาตามหลักการแพทย์และการใช้ยาอย่างถูกต้อง

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็กส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและการให้ยาต้านไวรัสตามดุลพินิจของแพทย์ พร้อมกับการดูแลประคับประคองที่บ้านอย่างถูกวิธี

การใช้ยาต้านไวรัสและยาลดไข้

สำหรับยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs) เช่น โอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) แพทย์จะพิจารณาให้ในเด็กที่มีอาการรุนแรง มีโรคประจำตัวเรื้อรัง หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง โดยควรเริ่มให้ยาภายในสี่สิบแปดชั่วโมงแรกที่เริ่มมีอาการ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการลดความรุนแรงและระยะเวลาของโรค ในส่วนของการให้ยาลดไข้ จะต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด

คำแนะนำจากคุณหมอ: ขนาดยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ที่ถูกต้องสำหรับเด็กคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้สูงเท่านั้น ห้ามให้ถี่เกินไปและต้องใช้ช้อนยาหรือกระบอกตวงยาที่มีมาตรวัดมาตรฐานทางการแพทย์เสมอ

การดูแลและพยาบาลเด็กที่บ้าน

การเช็ดตัวลดไข้ควรใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (Tepid Sponge) เช็ดบริเวณซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ และลำตัว เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย หลีกเลี่ยงการใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัวเด็ดขาดเพราะอาจทำให้เส้นเลือดหดตัวและไข้สูงขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ควรให้เด็กจิบน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และเลือกรับประทานอาหารอ่อนๆ ที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก หรือข้าวต้มอุ่นๆ

ข้อควรระวังสำคัญและยาอันตรายที่ห้ามใช้เด็ดขาด

ในกระบวนการดูแลเด็กที่มีไข้สูง มีข้อห้ามทางการแพทย์ที่สำคัญมากซึ่งผู้ปกครองต้องใส่ใจเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของบุตรหลาน

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กเด็ดขาด: การใช้ยาแอสไพรินในเด็กที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออก อาจเหนี่ยวนำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye's Syndrome) ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อตับและสมอง อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
  • ระมัดระวังการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ไม่ควรซื้อยาไอบูโพรเฟนให้เด็กกินเองหากยังไม่แน่ใจว่าเด็กเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออก เนื่องจากยาดังกล่าวอาจเพิ่มความเสี่ยงในการระคายเคืองกระเพาะอาหารและมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือดในโรคไข้เลือดออก
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) ทานเอง: ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การรับประทานยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษาโรค และยังเป็นการสร้างเชื้อดื้อยาที่เป็นอันตรายในระยะยาวอีกด้วย

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการพาบุตรหลานเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเป็นประจำทุกปี โดยสามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุหกเดือนขึ้นไป วัคซีนจะช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดอัตราการนอนโรงพยาบาลได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ควรปลูกฝังสุขอนามัยที่ดี เช่น การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด และหลีกเลี่ยงการพาเด็กไป าในพื้นที่เสี่ยงที่มีการแพร่ระบาด

ข้อควรระวังทางการแพทย์: เด็กที่เคยป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่และหายAแล้ว ยังสามารถติดเชื้อซ้ำได้อีกเนื่องจากเชื้อไวรัสมีการกลายพันธุ์อยู่เสมอ และภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติไม่ได้ครอบคลุมทุกสายพันธุ์ การฉีดวัคซีนประจำปีจึงยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

สรุปแนวปฏิบัติสำหรับผู้ดูแล

  • วัดอุณหภูมิร่างกายของเด็กสม่ำเสมอ บันทึกรอบเวลาการมีไข้และการให้ยา
  • ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด หกถึงแปดชั่วโมงต่อวันตามความจำเป็น
  • เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นเพื่อช่วยระบายความร้อน
  • จัดให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
  • สังเกตอาการซึม หอบเหนื่อย หรือภาวะขาดน้ำอย่างใกล้ชิด
  • รีบพาไปพบแพทย์ทันทีหากพบสัญญาณเตือนอันตราย
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down