ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัสเอในเด็ก

โรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัสเอ (Hepatitis A) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหารที่พบได้บ่อยในเด็กและวัยรุ่น เกิดจากการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบเอผ่านทางการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อ แม้ในเด็กเล็กบางรายอาจแสดงอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีอาการเลย แต่ในเด็กโตและวัยรุ่นมักแสดงอาการที่ชัดเจนและรุนแรงกว่า การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการตับอักเสบจากเชื้อไวรัส A ในเด็ก รวมถึงการสังเกตอาการปวดท้องใต้ชายโครงขวาและไข้สูงเฉียบพลัน จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่พ่อแม่และผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม เพื่อให้สามารถนำเด็กเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที ป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นกับตับ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัสเอ

เชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus - HAV) จัดอยู่ในวงศ์ Picornaviridae เป็นไวรัสที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูง สามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวหรือในน้ำได้เป็นเวลานาน กลไกการติดต่อหลักคือระบบทางเดินอาหาร (Fecal-Oral Route) ผ่านการรับประทานอาหาร อาหารทะเลที่ไม่สุก น้ำดื่ม หรือน้ำแข็งที่มีการปนเปื้อนเชื้อโรค นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีเชื้อ เช่น การเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือการดูแลเด็กป่วยโดยไม่ล้างมือให้สะอาดหลังเข้าห้องน้ำ

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายทางปาก มันจะเดินทางผ่านกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็ก และถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อเดินทางไปยังตับ ซึ่งเป็นอเป้าหมายหลักในการเพิ่มจำนวนของไวรัส เมื่อเชื้อเข้าไปภายในเซลล์ตับ (Hepatocytes) จะกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้ามาทำลายเซลล์ตับที่มีเชื้อไวรัสอยู่ ส่งผลให้เกิดกระบวนการอักเสบ บวม และการตายของเซลล์ตับบางส่วน ทำให้การทำงานของตับในการขับสารพิษ การสร้างโปรตีน และการเผาผลาญสารอาหารลดลงอย่างชั่วคราว

อาการสำคัญและลำดับการดำเนินของโรค

การแสดงออกของโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัสเอในเด็กมักแบ่งออกเป็นระยะอย่างชัดเจน โดยเริ่มตั้งแต่ระยะฟักตัวซึ่งกินเวลาประมาณสองถึงหก (15 ถึง 50 วัน) โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 28 วัน ก่อนที่เด็กจะเริ่มแสดงอาการผิดปกติออกมาให้สังเกตเห็น

ระยะเริ่มต้น (Prodromal Phase)

ในระยะนี้เด็กจะมีอาการคล้ายกับเป็นไข้หวัดใหญ่หรือติดเชื้อทางเดินอาหารทั่วไป ซึ่งทำให้พ่อแม่หลายคนเข้าใจผิด อาการเด่นชัดในระยะนี้ประกอบด้วย:

  • มีไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลีย และปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และรู้สึกพะออมพะอมเมื่อได้กลิ่นอาหาร
  • ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่หรือปวดบริเวณชายโครงขวา ซึ่งเกิดจากการขยายตัวของตับและเยื่อหุ้มตับ

ระยะตัวเหลืองตาเหลือง (Icteric Phase)

หลังจากมีอาการเริ่มต้นประมาณ 3 ถึง 7 วัน อาการตับอักเสบจะแสดงออกมาชัดเจนขึ้น ได้แก่:

  • อาการดีซ่าน โดยสังเกตเห็นตาขาวและผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอย่างชัดเจน
  • ปัสสาวะมีสีเข้มจัดคล้ายสีชาหรือน้ำโคคาโคล่า เกิดจากสารบิลิรูบินในเลือดสูงและขับออกทางไต
  • อุจจาระมีสีซีดลง เนื่องจากท่อน้ำดีอาจมีการอุดตันจากอาการบวมอักเสบของเนื้อตับ
  • อาการปวดท้องใต้ชายโครงขวามีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อเด็กขยับตัว วิ่ง หรือหายใจเข้าลึกๆ

ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase)

เมื่อพ้นระยะดีซ่าน อาอาการต่างๆ จะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ เด็กจะเริ่มมีความอยากอาหารมากขึ้น อาการอ่อนเพลียลดลง โดยตับจะใช้เวลาฟื้นตัวกลับสู่สภาพปกติประมาณ 2 ถึง 3 เดือน

สัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

แม้ว่าผู้ป่วยเด็กส่วนใหญ่จะสามารถหายจากโรคนี้ได้เองโดยไม่มีภาวะตับวายเรื้อรัง แต่ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่เรียกว่าตับวายเฉียบพลัน (Fulminant Hepatic Failure) ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการดูแลจากกุมารแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับอย่างใกล้ชิดในโรงพยาบาล สัญญาณเตือนอันตรายประกอบด้วย:

  • อาการซึมลงอย่างมาก ปลุกตื่นยาก สับสน หรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคทางสมองจากตับ (Hepatic Encephalopathy)
  • มีอาการตัวเหลืองตาเหลืองเข้มขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่วมกับอาการท้องโตจากภาวะมีน้ำในช่องท้อง
  • อาเจียนติดต่อกันหลายครั้ง ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้เลยจนเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรง
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหลไม่หยุด มีจ้ำเลือดตามผิวหนัง หรือเลือดออกตามไรฟัน
  • ไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วันโดยไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีอาการซึม ตัวเหลืองจัด หรืออาเจียนไม่หยุด ห้ามรอจนครบกำหนดนัด ควรพาไปห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นภาวะตับวายเฉียบพลันที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อเด็กมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องใต้ชายโครงขวาและไข้สูงเฉียบพลัน กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด รวมถึงประวัติการรับประทานอาหาร การเดินทาง และประวัติการรับวัคซีน จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายเพื่อคลำหาขนาดของตับและม้าม พร้อมทั้งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัย:

  • การเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests - LFTs) เพื่อดูระดับเอนไซม์ตับ ALT และ AST ที่จะสูงขึ้นอย่างมาก รวมถึงระดับบิลิรูบิน
  • การตรวจเลือดหาภูมิต้านทานจำเพาะต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (Anti-HAV IgM) ซึ่งบ่งบอกว่าเป็นการติดเชื้อในระยะเฉียบพลัน
  • การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound) ในกรณีที่ต้องการประเมินขนาดและลักษณะเนื้อตับ รวมถึงอวัยวะอื่นๆ ในช่องท้อง

วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี

โรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัสเอในเด็กส่วนใหญ่เป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ เนื่องจากยังไม่มีon-specific antiviral drug ที่จำเพาะสำหรับการรักษาโรคนี้โดยตรง แนวทางการดูแลรักษาจึงเน้นการสนับสนุนให้ร่างกายฟื้นตัวได้เอง:

  • การพักผ่อนอย่างเต็มที่ งดกิจกรรมที่ใช้พลังงานมาก เช่น การวิ่งเล่นหรือการเล่นกีฬา เพื่อลดภาระการทำงานของตับ
  • การรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสชาติไม่จัด และให้พลังงานเพียงพอ แบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ หลายมื้อในหนึ่งวันเพื่อลดอาการคลื่นไส้
  • การดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำจากการอาเจียนหรือเบื่ออาหาร
  • การหลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารทอด และงดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงเด็ดขาด
คำแนะนำจากคุณหมอ: ในช่วงที่ตับกำลังอักเสบ การทำงานของตับในการขับสารต่างๆ จะลดลง การให้เด็กได้รับประทานอาหารสะอาด ปรุงสุกใหม่ และย่อยง่าย จะช่วยให้ตับฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และลดอาการคลื่นไส้พะออมพะอมได้เป็นอย่างดี

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในเด็กที่เป็นโรคตับอักเสบ

การใช้ยาในเด็กที่เป็นโรคตับอักเสบต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากตับเป็นอวัยวะหลักในการเมตาบอลิซึมยา ข้อควรระวังที่สำคัญมีดังนี้:

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) หรือยาบำรุงตับ สมุนไพร อาหารเสริมใดๆ ให้เด็กรับประทานเองเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ตับทำงานหนักขึ้นและเกิดภาวะตับอักเสบรุนแรงจากยา (Drug-Induced Liver Injury)
  • การใช้ยาพาราเซตามอลต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด (10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้หรือปวด) และห้ามใช้เกินขนาดเด็ดขาดเนื่องจากเป็นพิษต่อตับ
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็กที่มีไข้สูงเฉียบพลันและยังไม่แน่ชัดว่าเป็นโรคอะไร เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) และส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารและการแข็งตัวของเลือด

วิธีป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอสามารถทำได้มีประสิทธิภาพสูงผ่านการฉีดวัคซีนและการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล:

  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบเอ (Hepatitis A Vaccine) ในเด็กตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป โดยฉีดจำนวน 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 6 ถึง 12 เดือน จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • การรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ สะอาด ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำดื่มที่ผ่านการต้มสุก และใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกัน
  • การหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารจากแหล่งที่ไม่แน่ใจเรื่องความสะอาดสุขอนามัย

สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

อาการตับอักเสบจากเชื้อไวรัส A ในเด็กเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ไม่สะอาด อาการเด่นชัดคือไข้สูงเฉียบพลัน ปวดท้องใต้ชายโครงขวา อ่อนเพลีย และมีอาการดีซ่านตามมา หากผู้ปกครองสังเกตพบอาการดังกล่าวควรพาเด็กไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและเจาะเลือดทันที การดูแลรักษาจะเน้นการพักผ่อน อาหารอ่อนย่อยง่าย และการใช้ยาอย่างระมัดระวังภายใต้คำแนะนำของแพทย์ พร้อมทั้งการป้องกันในอนาคตด้วยการฉีดวัคซีนและการสร้างสุขอนามัยที่ดีในการรับประทานอาหาร

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down