ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องตับและภัยมืดจากไวรัสตับอักเสบเอ

โรคไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่สร้างความเสียหายโดยตรงต่อตับ ซึ่งตับถือเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญสูงสุดแห่งหนึ่งของร่างกาย ทำหน้าที่ในการเผาผลาญสารอาหาร ขจัดสารพิษ และสร้างโปรตีนที่จำเป็นต่อการแข็งตัวของเลือด เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย จะเข้าไปโจมตีเซลล์ตับจนเกิดการอักเสบ บวม และอาจนำไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลันได้ แม้ในผู้ใหญ่บางรายโรคอาจหายได้เอง แต่ในกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับตับอยู่แล้ว โรคนี้อาจมีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ การป้องกันด้วยวัคซีนจึงเป็นมาตรการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการตัดวงจรการแพร่ระบาด

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบเอ

เชื้อไวรัสอักเสบเอ (Hepatitis A Virus - HAV) จัดอยู่ในกลุ่ม Picornaviridae เป็นไวรัสที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมค่อนข้างสูง สามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวหรือในน้ำได้เป็นเวลานาน

ช่องทางการติดต่อและการแพร่เชื้อ

โรคนี้ติดต่อผ่านทางระบบทางเดินอาหารเป็นหลัก (Fecal-Oral Route) ผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อ ซึ่งมักเกิดขึ้นในกรณีดังต่อไปนี้

  • การรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ เช่น หอยนางรมหรืออาหารทะเลที่มาจากแหล่งน้ำปนเปื้อน
  • การดื่มน้ำแข็งหรือน้ำดื่มที่ไม่สะอาด ได้รับเชื้อโรคปะปน
  • การสัมผัสใกล้ชิดหรือการดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบเอโดยไม่ระมัดระวังเรื่องสุขอนามัย
  • การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกันกับผู้ติดเชื้อ

อาการของโรคและระยะเวลาการดำเนินโรค

หลังจากได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 15 ถึง 50 วัน (เฉลี่ยประมาณ 28 วัน) ก่อนที่จะเริ่มปรากฏอาการ โดยความรุนแรงของอาการจะขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วย เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ปีที่ติดืเชื้อส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแสดงออก แต่สามารถเป็นพาหะแพร่เชื้อได้ ในขณะที่เด็กโตและผู้ใหญ่จะมีอาการที่ชัดเจน

อาการในระยะเริ่มแรก

ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับเป็นไข้หวัดใหญ่หรือโรคติดเชื้อทางเดินอาหารทั่วไป ได้แก่ มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลียอย่างรุนแรง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และปวดบริเวณชายโครงด้านขวา (ตำแหน่งของตับ)

อาการเด่นชัดและระยะดีซ่าน

เมื่อผ่านไปประมาณสัปดาห์แรก ผู้ป่วยจะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง (Jaundice) ปัสสาวะมีสีเข้มจัดเหมือนชาเขียวเข้มหรือโค้ก และอุจจาระมีสีซีด เนื่องจากท่อน้ำดีถูกกดทับจากภาวะตับอักเสบ ทำให้ไม่สามารถขับน้ำดีลงสู่ลำไส้ได้ตามปกติ ในระยะนี้อาการอ่อนเพลียจะยังคงอยู่

ระยะฟื้นตัว

อาการตัวเหลืองและอาการทางร่างกายอื่นๆ จะค่อยๆ ดีขึ้นและหายเป็นปกติภายใน 2 ถึง 3 เดือน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายขาดและมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต ไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก

คำแนะนำจากคุณหมอ: หากคุณหรือคนในครอบครัวมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ร่วมกับคลื่นไส้เบื่ออาหารอย่างรุนแรง ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดวินิจฉัยการทำงานของตับทันที ห้ามปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้โรคไวรัสตับอักเสบเอส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่เรียกว่า ภาวะตับวายเฉียบพลัน (Fulminant Hepatic Failure) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ผู้ป่วยต้องสังเกตอาการเตือนอันตรายดังต่อไปนี้อย่างใกล้ชิด

  • ซึมลง สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือหมดสติ ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคทางสมองจากตับ (Hepatic Encephalopathy)
  • อาเจียนติดต่อกันหลายครั้ง ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้เลย
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหลไม่หยุด เลือดออกตามไรฟัน หรือมีจ้ำเลือดตามผิวหนัง
  • ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากภาวะมีน้ำในช่องท้อง
  • ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะน้อยมาก แสดงถึงภาวะไตวายร่วมด้วย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาพบแพทย์ด้วยอาการสงสัยโรคตับอักเสบ แพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยผ่านขั้นตอนมาตรฐานทางการแพทย์

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: ประเมินประวัติการรับประทานอาหาร การเดินทาง และการตรวจคลำตับเพื่อดูว่ามีอาการโตหรือเจ็บหรือไม่
  • การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ (Liver Function Tests): เพื่อดูระดับเอนไซม์ตับ (AST และ ALT) และระดับบิลิรูบิน (Bilirubin)
  • การตรวจหาภูมิตัวจำเพาะ (Anti-HAV IgM): เพื่อยืนยันว่าเป็นการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอในระยะเฉียบพลัน

วิธีดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง

ในปัจจุบันยังไม่มี ยาต้านไวรัสเฉพาะสำหรับไวรัสตับอักเสบเอ การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาจัดการกับเชื้อโรคด้วยตัวเอง

  • การพักผ่อนอย่างเต็มที่: งดการออกกำลังกายหรือกิจกรรมที่ใช้แรงมากในระยะที่มีอาการอักเสบเฉียบพลัน
  • การรับประทานอาหาร: เน้นอาหารอ่อนย่อยง่าย รสจืด หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูงและอาหารที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด เนื่องจากแอลกอฮอล์จะเพิ่มภาระการทำงานให้แก่ตับ
  • การใช้ยา: แพทย์อาจพิจารณาให้ยาแก้คลื่นไส้หรือลดไข้ตามความเหมาะสม และ **ห้าม** ซื้อยาชุด ยาปฏิชีวนะ หรือสมุนไพรบำรุงตับมารับประทานเอง เพราะอาจทำให้ตับได้รับความเสียหายหนักขึ้นจากพิษของยา (Drug-induced Liver Injury)

วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ เกราะป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูง

การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว วัคซีนนี้ผลิตจากเชื้อตาย (Inactivated Vaccine) จึงมีความปลอดภัยสูงมากและไม่ก่อให้เกิดโรค

ใครบ้างที่ควรได้รับวัคซีนนี้

  • เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป (เนื่องจากเป็นวัคซีนเสริมที่สามารถเริ่มฉีดได้ในช่วงวัยนี้)
  • ผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันและต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค
  • ผู้ป่วยที่มีโรคตับเรื้อรัง เช่น โรคตับอักเสบบีเรื้อรัง หรือโรคตับจากไขมันพอกตับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตับอักเสบซ้ำซ้อน
  • ผู้ประกอบอาชีพที่สัมผัสกับอาหาร น้ำดื่ม หรือน้ำเสีย เช่น พนักงานปรุงอาหาร บุคลากรทางการแพทย์

กำหนดการฉีดวัคซีนและราคาโดยประมาณ

วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอนั้นจะต้องฉีดทั้งหมด 2 เข็ม

  • เข็มแรก: ฉีดตามวันที่กำหนด
  • เข็มที่สอง (กระตุ้น): ฉีดห่างจากเข็มแรกประมาณ 6 ถึง 12 เดือน เพื่อให้ร่างกายสร้างระดับภูมิตับที่สูงและอยู่ได้ยาวนานตลอดชีวิต
  • ราคาวัคซีน: โดยทั่วไปจะมีราคาตั้งแต่ 800 ถึง 1,800 บาทต่อเข็ม ขึ้นอยู่กับสถานพยาบาล (โรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน) และยี่ห้อของวัคซีน

ข้อควรระวังสำคัญและผู้ที่ไม่ควรฉีดวัคซีน

แม้ว่าวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอจะมีความปลอดภัยสูง แต่มีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่ต้องพิจารณาก่อนเข้ารับการฉีด

  • ผู้ที่มีประวัติแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) ต่อส่วนประกอบใดๆ ของวัคซีนในเข็มก่อนหน้า ห้ามรับการฉีดซ้ำเด็ดขาด
  • ผู้ที่มีไข้สูงเฉียบพลัน ควรอาการทุเลาลงก่อนจึงค่อยมารับวัคซีน
  • หญิงตั้งครรภ์หรือหญิงให้นมบุตร แม้จะยังไม่มีรายงานว่าวัคซีนก่อให้เกิดอันตราย แต่แพทย์จะพิจารณาความจำเป็นเป็นรายบุคคล

อาการแพ้และผลข้างเคียงที่พบบ่อยหลังฉีดวัคซีน

ผลข้างเคียงส่วนใหญ่จากวัคซีนนี้มักมีความรุนแรงน้อยและหายได้เองภายใน 1 ถึง 2 วัน

  • อาการเฉพาะที่: อาการปวด บวม แดง หรือเป็นไตแข็งเล็กน้อยบริเวณตำแหน่งที่ฉีด
  • อาการทั่วๆ ไป: มีไข้ต่ำ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ซึ่งสามารถรับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการได้
  • อาการแพ้รุนแรง: เช่น มีผื่นลมพิษ หายใจลำบาก หน้าบวม ริมฝีปากบวม ซึ่งพบได้น้อยมาก (ประมาณ 1 ในล้านโดส) หากเกิดขึ้นต้องไปพบแพทย์ทันที
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากฉีดวัคซีนแล้วมีอาการหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก หรือเวียนศีรษะหน้ามืดภายใน 30 นาทีแรกหลังฉีด ให้รีบแจ้งบุคลากรทางการแพทย์ในสถานพยาบาลทันที เนื่องจากอาจเป็นอาการแพ้แบบเฉียบพลันที่ต้องการการรักษาด้วยยาอะดรีนาลีน

วิธีปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอในชีวิตประจำวัน

นอกจากการฉีดวัคซีนแล้ว การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันโรค

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ด้วยความร้อน และดื่มน้ำสะอาด น้ำที่ผ่านการต้มสุก หรือน้ำดื่มบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน
  • หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นในยามที่มีการระบาดของโรค
คำแนะนำจากคุณหมอ: การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ หากคุณกำลังวางแผนเดินทางท่องเที่ยว หรือมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับตับ การปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเลือดเช็คภูมิคุ้มกันและฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอเตรียมไว้ล่วงหน้า จะช่วยปกป้องตับของคุณให้ปลอดภัยจากโรคนี้ได้อย่างยั่งยืน
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down