ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอในเด็กเล็กที่พ่อแม่ควรรู้

โรคไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหารและตับที่เกิดจากไวรัสไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus) ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านการรับประทานอาหาร หรือน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป ในอดีตเด็กไทยส่วนใหญ่จะเคยได้รับเชื้อนี้ตั้งแต่ยังเล็กโดยไม่มีอาการรุนแรงและมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ แต่ในปัจจุบันด้วยมาตรฐานสุขอนามัยที่ดีขึ้น ทำให้เด็กและวัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่มีภูมิคุ้มกันนี้หลงเหลืออยู่ หากได้รับเชื้อเมื่อเติบโตขึ้นอาจเกิดอาการรุนแรงถึงขั้นตับวายได้ การฉีด วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ จำเป็นไหมสำห รับเด็กเล็ก จึงเป็นคำถามสำคัญที่กุมารแพทย์มักได้รับบ่อยครั้ง คำตอบทางการแพทย์คือมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากช่วยป้องกันการติดเชื้อในระยะยาว ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคตับอักเสบรุนแรง และสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนตั้งแต่วัยเด็ก

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบเอ

เชื้อไวรัสไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus) จัดอยู่ในกลุ่มปิโครนาวิริดี (Picornaviridae) เป็นไวรัสที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูง สามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวหรือในน้ำได้เป็นเวลานาน กลไกการติดต่อหลักคือระบบทางเดินอาหาร (Fecal-Oral Route) ผ่านการรับประทานอาหาร น้ำดื่ม น้ำแข็ง หรือผักผลไม้สดที่ไม่สะอาด มีการปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อแม้จะมีปริมาณเพียงเล็กน้อย เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเดินทางผ่านกระแสเลือดไปยังตับ เข้าไปในเซลล์ตับและเพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบภายในเนื้อตับ ส่งผลให้การทำงานของตับในการขับสารพิษและการสร้างโปรตีนลดลงอย่างชั่วคราว ระยะฟักตัวของโรคค่อนข้างนาน เฉลี่ยประมาณสิบห้าถึงถึงห้าสิบวันก่อนที่จะเริ่มแสดงอาการป่วย

อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินของโรค

อาการของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอมีความรุนแรงแปรผันตามช่วงอายุ โดยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่าหกปีส่วนใหญ่จะติดเชื้อโดยไม่มีอาการหรือแสดงอาการน้อยมาก ต่างจากเด็กโตและผู้ใหญ่ที่จะแสดงอาการชัดเจน การดำเนินของโรคแบ่งออกเป็นระยะดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก (Prodromal Phase): มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ มีไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตามตัว คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด และรู้สึกเจ็บแน่นบริเวณชายโครงขวาอันเนื่องมาจากตับโต
  • ระยะตัวเหลืองตาเหลือง (Icteric Phase): เกิดขึ้นหลังมีอาการแรกประมาณหนึ่งสัปดาห์ จะสังเกตเห็นปัสสาวะมีสีเข้มจัดเหมือนน้ำชา ตามด้วยอาการดีซ่าน คือผิวหนังและตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง อาการคันตามผิวหนัง อุจจาระมีสีซีดลง
  • ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase): อาการตัวเหลืองจะค่อยๆ ลดลงและหายไปภายในสองถึงสี่สัปดาห์ ร่างกายกลับมามีแรง แต่อาจมีอาการอ่อนเพลียหลงเหลืออยู่บ้างเป็นเวลาหลายสัปดาห์
ข้อควรระวังทางการแพทย์: แม้ว่าโรคไวรัสตับอักเสบเอส่วนใหญ่จะหายได้เองโดยไม่กลายเป็นโรคตับเรื้อรัง แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน (Fulminant Hepatic Failure) ซึ่งเป็นภาวะอันตรายถึงชีวิตที่ต้องได้รับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตทันที

สัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากเด็กๆ ที่ป่วยด้วยโรคไวรัสตับอักเสบเอมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณเตือนวิกฤตที่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

  • อาเจียนพุ่งติดต่อกันหลายครั้ง ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้เลย
  • มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก หรือมีความผิดปกติทางสมอง เช่น สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง
  • ตัวเหลืองและตาเหลืองเข้มขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่วมกับมีเลือดออกง่าย เช่น เลือดกำเดาไหล หรือมีจ้ำเลือดตามตัว
  • ปวดท้องรุนแรงบริเวณชายโครงขวา ท้องบวมโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • มีภาวะขาดน้ำรุนแรง ปัสสาวะไม่ออกเลยนานเกินหกถึงแปดชั่วโมง ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อเด็กมาพบแพทย์ด้วยอาการสงสัยโรคตับอักเสบ แพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยอย่างเป็นระบบดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะซักประวัติการรับประทานอาหาร ประวัติการเดินทาง ประวัติการรับวัคซีน และตรวจร่างกายเพื่อคลำหาภาวะตับโตหรือม้ามโต รวมถึงสังเกตอาการดีซ่าน
  • การเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests): เพื่อดูระดับเอนไซม์ตับ เช่น เอแอลที (ALT) และเอเอสที (AST) ว่ามีค่าสูงขึ้นบ่งบอกถึงเซลล์ตับถูกทำลายหรือไม่ รวมถึงตรวจระดับบิลิรูบิน (Bilirubin) ในเลือด
  • การตรวจหาภูมิคุ้มกันจำเพาะ (Anti-HAV IgM): เป็นการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ยืนยันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอในระยะเฉียบพลันได้อย่างแม่นยำที่สุด

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

เนื่องจากโรคไวรัสตับอักเสบเอยังไม่มีการรักษาจำเพาะที่ทำลายเชื้อไวรัสโดยตรง การรักษาจึงเป็นการประคับประคองตามอาการเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อโรคเอง

  • การพักผ่อนอย่างเต็มที่: ให้เด็กนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายอย่างหนัก เพื่อลดภาระการทำงานของตับ
  • การรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย: เน้นอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสชาติไม่จัด และให้รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ แต่บ่อยครั้งเพื่อลดอาการคลื่นไส้ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงและงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาดในเด็กโต
  • การให้ยาตามคำแนะนำของแพทย์: สามารถให้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ได้ตามขนาดที่เหมาะสมคือน้ำหนักตัวสิบถึงสิบหิวมิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้ แต่ต้องอยู่ภายใต้คำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้ตับทำงานหนักเกินไป
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาบำรุงตับ สมุนไพรพื้นบ้านมารับประทานเองโดยเด็ดขาด เพราะสารบางชนิดอาจทำให้ตับอักเสบรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

ข้อควรระวังสำคัญและผลข้างเคียงของวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ

การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอมีความปลอดภัยสูงมากและเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรค โดยในเด็กจะฉีดจำนวนสองเข็ม ห่างกันประมาณหกถึงสิบสองเดือน ผลข้างเคียงที่พบบ่อยหลังฉีดวัคซีนมักเป็นอาการเฉพาะที่และหายได้เองภายในหนึ่งถึงสองวัน เช่น

  • มีอาการปวด บวม แดง หรือเป็นไตแข็งเล็กน้อยบริเวณตำแหน่งที่ฉีดยา สามารถบรรเทาได้ด้วยการประคบเย็น
  • มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ หรือรู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อย ซึ่งสามารถรับประทานยาลดไข้เพื่อบรรเทาอาการได้
  • อาการแพ้ยาแบบรุนแรง (Anaphylaxis) พบได้น้อยมากๆ แต่วัคซีนทุกชนิดจะกำหนดให้สังเกตอาการที่โรงพยาบาลเป็นเวลาสามสิบนาทีหลังฉีดเสมอ

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอนอกจากการฉีดวัคซีนให้ครบตามกำหนดแล้ว สุขอนามัยส่วนบุคคลเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

  • ส่งเสริมให้เด็กและทุกคนในครอบครัวล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ใช้ช้อนกลาง และดื่มน้ำดื่มหรือน้ำแข็งที่สะอาดได้มาตรฐาน
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารจากแหล่งที่ไม่สะอาดหรือไม่มั่นใจในสุขอนามัย
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล:
1. พาเด็กไปรับวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอครบสองเข็มตามกำหนดเวลาของกุมารแพทย์
2. ฝึกสุขอนามัยที่ดีในการล้างมือก่อนทานอาหารเสมอ
3. หากเด็กมีไข้สูง ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือซึมลง ควรรีบพามาพบแพทย์ทันที
4. ห้ามให้เด็กรับประทานยาแก้ปวดหรือยาสมุนไพรเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down