ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เจาะลึกโรคไวรัสตับอักเสบ A และความสำคัญทางการแพทย์

โรคไวรัสตับอักเสบ เอ (Hepatitis A) เป็นโรคติดเชื้อทางเดินอาหารและตับที่พบได้ทั่วโลก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ (Hepatitis A Virus: HAV) แม้ว่าโรคนี้จะไม่พัฒนากลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังเหมือนไวรัสตับอักเสบ บี หรือ ซี แต่การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ สามารถก่อให้เกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน (Acute Hepatitis) ซึ่งในผู้ป่วยบางรายอาจมีความรุนแรงจนเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน (Acute Liver Failure) ที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

จากข้อมูลทางระบาดวิทยา การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับระดับสุขาภิบาลและการบริโภคอาหารหรือน้ำที่ไม่สะอาด ในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ปี การติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย ทำให้เด็กกลายเป็นพาหะแฝงในการแพร่กระจายเชื้อสู่สมาชิกในครอบครัวและศูนย์เด็กเล็กโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่เด็กโต ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ หากได้รับเชื้อ มักจะมีอาการตับอักเสบชัดเจนและรุนแรงขึ้นตามวัย การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ จึงเป็นมาตรการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันการระบาดของโรค

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes & Pathophysiology)

เชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ เป็นเชื้อไวรัสชนิด RNA ไม่มียีนโอมชนิดมีเปลือกหุ้ม จัดอยู่ในตระกูล Picornaviridae สกุล Hepatovirus มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกายสูง สามารถรอดชีวิตในน้ำ อาหาร และบนพื้นผิวสัมผัสได้เป็นเวลานาน รวมถึงทนต่อกรดในกระเพาะอาหารได้ดี

กลไกการติดต่อและการก่อโรค

  • ทางติดต่อหลัก (Fecal-Oral Route): การได้รับเชื้อผ่านการบริโภคอาหาร น้ำดื่ม หรือน้ำแข็งที่ contamination เชื้อไวรัสจากอุจจาระของผู้ติดเชื้อ รวมถึงการรับประทานอาหารทะเลจำพวกหอยหรือสัตว์น้ำที่จับจากแหล่งน้ำที่มีน้ำเสียปนเปื้อนและไม่ได้ cooked อย่างสุกดี
  • การสัมผัสใกล้ชิด (Direct Contact): การแพร่เชื้อจากคนสู่คนผ่านสัมผัสสิ่งของ เครื่องใช้ สารตกค้างบนมือ แล้วนำเข้าปาก โดยเฉพาะในศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียน หรือภายในครอบครัว
  • การเดินทางและการย้ายถิ่นฐาน: การเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดหรือระบบสุขาภิบาลยังไม่ครอบคลุม

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเดินอาหาร จะทำการแบ่งตัวในเซลล์บุผนังลำไส้และต่อมน้ำเหลือง ก่อนเข้าสู่กระแสเลือด (Viremia) และมุ่งหน้าไปเจริญเติบโตที่เซลล์ตับ (Hepatocytes) กระบวนการทำลายเซลล์ตับไม่ได้เกิดจากตัวไวรัสโดยตรง แต่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Cell-Mediated Immune Response) โดยเฉพาะ T-lymphocytes ที่พยายามกำจัดเซลล์ตับที่ติดเชื้อ ส่งผลให้เกิดการอักเสบ บวม และการทำงานของตับบกพร่องตามมา

อาการสำคัญและระยะการดำเนินโรค (Symptoms & Disease Progression)

ระยะฟักตัวของโรคไวรัสตับอักเสบ เอ อยู่ที่ประมาณ 15 ถึง 50 วัน (เฉลี่ยประมาณ 28 วัน) โดยการดำเนินโรคแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ดังนี้

1. ระยะนำก่อนเกิดดีซ่าน (Prodromal Phase)

ระยะนี้มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายติดเชื้อไวรัสทั่วไป ได้แก่ ไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลียอย่างมาก ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และปวดแน่นบริเวณท้องแถบขวาบน ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ ระยะนี้เป็นระยะที่มีการปล่อยเชื้อไวรัสออกมาทางอุจจาระในปริมาณสูงที่สุดและแพร่เชื้อได้ง่ายที่สุด

2. ระยะดีซ่าน (Icteric Phase)

เกิดขึ้นหลังจากระยะนำประมาณ 3-7 วัน ไข้จะเริ่มลดลง แต่นัยน์ตาและผิวหนังจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง (Jaundice) ปัสสาวะมีสีเข้มจัดคล้ายสีน้ำชาเข้ม อุจจาระอาจมีสีซีดลง ผู้ป่วยอาจมีอาการคันตามผิวหนังเนื่องจากการสะสมของเกลือน้ำดี ตับจะมีขนาดโตขึ้นและกดเจ็บ ระยะนี้มักคงอยู่ประมาณ 2-6 สัปดาห์

3. ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase)

อาการดีซ่านและอาการอ่อนเพลียจะค่อยๆ ลดลง ผลการตรวจการทำงานของตับจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ การฟื้นตัวสมบูรณ์มักใช้เวลาตั้งแต่ 2 เดือน ถึง 6 เดือน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายขาดและมีภูมิคุ้มกันถาวรไปตลอดชีวิต ไม่กลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง

ความแตกต่างตามวัย: เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ มากกว่าร้อยละ 70 จะไม่มีอาการดีซ่าน (Asymptomatic or Anicteric) ในขณะที่ผู้ใหญ่และเด็กโตมากกว่าร้อยละ 80 จะแสดงอาการดีซ่านชัดเจนและมีอาการรุนแรงกว่า

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ในบางราย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรังเดิม (เช่น ตับอักเสบ บี, ตับอักเสบ ซี หรือภาวะไขมันพอกตับ) หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจเกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลันรุนแรงจนนำไปสู่ตับวาย (Fulminant Hepatic Failure) หากพบสัญญาณเตือนต่อไปนี้ ต้องพาผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที:

  • ภาวะทางสมองจากโรคตับ (Hepatic Encephalopathy): มีอาการสับสน มึนงง สับสนวันเวลาสถานที่ บุคลิกภาพเปลี่ยน นอนหลับผิดปกติ ซึมลง หรือเรียกไม่รู้สึกตัว
  • อาการอาเจียนรุนแรงและรับประทานไม่ได้: ไม่สามารถดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารได้เลย นำไปสู่ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Dehydration) เช่น ปากแห้ง ตาลึก ปัสสาวะไม่ออกเกิน 6-8 ชั่วโมง
  • อาการเลือดออกผิดปกติ (Coagulopathy): มีเลือดกำเดาไหล เลือดออกตามซอกฟัน เลือดออกในกระเพาะอาหาร (อาเจียนเป็นเลือดหรืออุจจาระสีดำสนิท) หรือมีรอยเขียวช้ำตามตัวง่ายผิดปกติ
  • อาการดีซ่านเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว: ตัวเหลือง ตาเหลือง เข้มขึ้นอย่างมากร่วมกับท้องอืดแน่นผิดปกติจากภาวะมีน้ำในช่องท้อง (Ascites)
  • มีไข้สูงกลับมาใหม่: พร้อมอาการหนาวสั่นอย่างรุนแรง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)

การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบ เอ ต้องอาศัยการประเมินทางคลินิกร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันชนิดของเชื้อไวรัสและประเมินความรุนแรงของตับ ดังนี้

1. การซักประวัติและการตรวจร่างกาย

แพทย์จะซักประวัติความเสี่ยง เช่น ประวัติการประทานอาหารดิบ อาหารทะเล น้ำดื่มที่ไม่ต้มสุก ประวัติการเดินทาง ประวัติการสัมผัสผู้ป่วยดีซ่าน ตรวจร่างกายพบภาวะตัวเหลืองตาเหลือง ตับโตและกดเจ็บบริเวณชายโครงขวา

2. การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ

  • Anti-HAV IgM: เป็นการตรวจหาแอนติบอดีชนิด IgM ต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ ซึ่งจะตรวจพบได้ในระยะเฉียบพลันของการติดเชื้อ (เริ่มตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแสดงอาการ และคงอยู่ประมาณ 3-6 เดือน) ผลบวกยืนยันการติดเชื้อเฉียบพลัน
  • Anti-HAV IgG: ตรวจหาแอนติบอดีชนิด IgG ซึ่งแสดงถึงการมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ ไม่ว่าจะเกิดจากการเคยติดเชื้อในอดีตและหายแล้ว หรือเกิดจากการได้รับวัคซีน
  • Liver Function Test (LFT): ตรวจประเมินการทำงานของตับ โดยจะพบระดับค่าเอนไซม์ตับ ALT (SGPT) และ AST (SGOT) สูงขึ้นอย่างมาก (มักสูงเกิน 1,000 U/L) ตรวจพบค่าบิลิรูบิน (Total and Direct Bilirubin) สูงขึ้น และตรวจค่าการแข็งตัวของเลือด (Prothrombin Time / INR) เพื่อประเมินความเสี่ยงภาวะตับวาย

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment & Home Care)

ปัจจุบันยังไม่อยู่ในจุดที่มียาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจงสำหรับทำลายเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาตามอาการ (Supportive Treatment) และการประเมินประคบประคองเพื่อให้ตับฟื้นตัวได้ดีที่สุด

1. การรักษาตามอาการและการพักผ่อน

  • การพักผ่อนอย่างเต็มที่ (Bed Rest): ในระยะที่มีอาการตับอักเสบเฉียบพลัน ควรลดการทำกิจกรรมหนัก เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงตับได้อย่างเต็มที่
  • โภชนาการที่เหมาะสม: แนะนำให้รับประทานอาหารย่อยง่าย แบ่งเป็นมื้อย่อยๆ หลายมื้อ เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการคลื่นไส้เน้นอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงเพื่อให้พลังงาน เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงเพราะตับกำลังลดการสร้างน้ำดี
  • การทดแทนน้ำและเกลือแร่: ดื่มน้ำสะอาดหรือจิบน้ำเกลือแร่ (ORS) เมื่อมีอาการอาเจียน เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

2. การดูแลผู้สัมผัสโรคและการป้องกันหลังการสัมผัส (Post-Exposure Prophylaxis: PEP)

สำหรับผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ เอ และยังไม่เคยได้รับวัคซีนหรือไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรได้รับการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ หรือ อิมมูโนโกลบูลิน (Human Normal Immunoglobulin: HNIG) ภายใน 14 วันหลังการสัมผัสเชื้อ เพื่อป้องกันการเกิดโรคหรือลดความรุนแรงของโรค

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)

ข้อควรระวังทางการแพทย์สูงสุด: ในระหว่างที่ตับเกิดการอักเสบเฉียบพลัน ความสามารถในการทำลายยาและสารพิษของตับจะลดลงอย่างมาก การได้รับยาหรือสารบางชนิดอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะตับวายเฉียบพลันได้
  • ข้อจำกัดการใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol): ห้ามรับประทานยาพาราเซตามอลเกินขนาดเด็ดขาด ในเด็ก คำนวณขนาดยาอย่างเคร่งครัดที่ 10-15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ห่างกันอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง และไม่เกิน 4 ครั้งต่อวัน (จำกัดขนาดยาไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวันในผู้ใหญ่ที่มีภาวะตับอักเสบ) และต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
  • ห้ามรับประทานยาสมุนไพร อาหารเสริม และยาต้มทุกชนิด: เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจมีสารที่เป็นพิษต่อตับ (Hepatotoxicity) เพิ่มภาระการทำงานของตับที่กำลังอักเสบ
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด 100%: ตลอดระยะการรักษาและต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือนหลังค่าการทำงานของตับกลับคืนสู่ภาวะปกติ
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) รับประทานเอง: เนื่องจากไวรัสตับอักเสบ เอ เกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะซึ่งใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียไม่สามารถรักษาได้ และอาจส่งผลเสียต่อตับ

ฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ A ตอนไหนดีที่สุด? ตารางการฉีดที่ได้ผลสูงสุด

การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ เป็นวิธีป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพ ความปลอดภัยสูง และให้ภูมิคุ้มกันที่ยาวนานมากกว่า 20 ปี ถึงตลอดชีวิต

ตารางการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ A สำหรับเด็ก (Pediatric Schedule)

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ ในเด็ก คือ ช่วงอายุตั้งแต่ 1 ขวบขึ้นไป (12 เดือนขึ้นไป) โดยมีตารางการฉีดดังนี้:

  • เข็มที่ 1: ฉีดเมื่อเด็กมีอายุตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป (เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1-2 ปี)
  • เข็มที่ 2 (Booster Dose): ฉีดห่างจากเข็มแรก 6 ถึง 12 เดือน (หรือห่างกัน 6 ถึง 18 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีนที่ใช้)
คำแนะนำจากคุณหมอ: เด็กที่อายุเกิน 1 ปี สามารถรับวัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ ได้ทันที หากยังไม่เคยได้รับมาก่อน การฉีดครบ 2 เข็มจะกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันต่อโรคได้สูงกว่าร้อยละ 95-99

ตารางการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ A สำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ (Adult Schedule)

ผู้ใหญ่ที่ตรวจไม่พบภูมิคุ้มกัน (Anti-HAV IgG ให้ผลลบ) สามารถเริ่มฉีดวัคซีนได้ทันทีทุกช่วงอายุ โดยใช้ตารางการฉีด 2 เข็มเช่นเดียวกัน:

  • เข็มที่ 1: ฉีด ณ วันที่เลือกรับวัคซีน (เดือนที่ 0)
  • เข็มที่ 2: ฉีดห่างจากเข็มแรก 6 ถึง 12 เดือน (หรือ 6 ถึง 18 เดือน)

กลุ่มเสี่ยงสูงที่แพทย์แนะนำให้รับวัคซีนอย่างเร่งด่วน

  • เด็กเล็กที่กำลังจะเข้าศูนย์เด็กเล็ก หรือโรงเรียนอนุบาล
  • ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง เช่น ไวรัสตับอักเสบ บี, ไวรัสตับอักเสบ ซี, ตับแข็ง, หรือภาวะไขมันพอกตับ
  • ผู้ที่ต้องเดินทางไปยังประเทศหรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงการระบาดสูง (ควรได้รับวัคซีนเข็มแรกอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนออกเดินทาง)
  • ผู้ประกอบอาหาร พนักงานปรุงอาหาร และผู้ทำงานในธุรกิจบริการอาหารและน้ำดื่ม
  • บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ดูแลเด็กหรือผู้สูงอายุ
  • ผู้ป่วยโรคเลือดไหลไม่หยุด (Hemophilia) ที่ต้องได้รับส่วนประกอบของเลือด

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล (Parent & Patient Actionable Checklist)

Checklist การป้องกันและรับมือไวรัสตับอักเสบ A

  • การฉีดวัคซีน: เช็กประวัติวัคซีนของลูกน้อยเมื่ออายุครบ 1 ขวบ และพาลูกไปรับวัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ ให้ครบ 2 เข็มตามนัดหมาย
  • การสุขาภิบาลอาหาร: ยึดหลัก "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ" รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่เสมอ หลีกเลี่ยงอาหารทะเลดิบหรือสุกๆ ดิบๆ
  • น้ำดื่มสะอาด: ดื่มน้ำที่ผ่านการต้มสุก หรือน้ำดื่มบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน หลีกเลี่ยงน้ำแข็งที่ไม่สะอาด
  • ล้างมืออย่างถูกวิธี: ล้างมือด้วยน้ำและสบู่เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกน้อย
  • การสังเกตอาการ: หากลูกหรือสมาชิกในบ้านมีอาการไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ร่วมกับตัวเหลืองตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม ให้รีบพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินทันที
  • กรณีมีผู้ป่วยในบ้าน: แยกของใช้ส่วนตัว ช้อนส้อม แก้วน้ำ และทำความสะอาดห้องน้ำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของคลอรีน (Sodium Hypochlorite) เพื่อทำลายเชื้อไวรัส
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down