ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอและการป้องกันโรคตับอักเสบ

โรคไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหารและตับที่เกิดจากไวรัสไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus - HAV) ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านทางการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไปในร่างกาย แม้ว่าในเด็กเล็กส่วนใหญ่ที่ได้รับเชื้ออาจแสดงอาการไม่ชัดเจนหรือไม่มีอาการเลย แต่ในเด็กโตและผู้ใหญ่ การติดเชื้อมักมีความรุนแรงสูง ทำให้เกิดอาการตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลียเรื้อรัง และในบางรายที่มีภาวะตับวายเฉียบพลันอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอจึงถือเป็นมาตรการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคในระยะยาว

สาเหตุ กลไกการเกิดโรค และการติดต่อของไวรัสตับอักเสบเอ

เชื้อไวรัสไวรัสตับอักเสบเอมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูง สามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวหรือในน้ำได้เป็นเวลานาน กลไกการเกิดโรคเริ่มต้นจากการที่ผู้ป่วยรับประทานอาหาร น้ำดื่ม หรือใช้น้ำแข็งที่มีอุจจาระของผู้ติดเชื้อปนเปื้อนอยู่ เชื้อไวรัสจะเดินทางเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และมุ่งตรงไปยังตับซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก ไวรัสจะเพิ่มจำนวนขึ้นภายในเซลล์ตับ (Hepatocytes) กระตุ้นให้เกิดกระบวนการอักเสบจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ส่งผลให้การทำงานของตับในการขับสารพิษและสร้างโปรตีนลดลงอย่างเห็นได้ชัด การติดต่อมักเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีสุขอนามัยไม่ดี หรือจากการรับประทานอาหารปรุงไม่สุก เช่น หอยนางรมดิบ หรืออาหารแผงลอยที่ไม่สะอาด

อาการสำคัญ ระยะของโรค และสัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

อาการของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอจะปรากฏขึ้นหลังได้รับเชื้อประมาณสองถึงหกสัปดาห์ โดยแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น: มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ มีไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และรู้สึกแน่นชายโครงด้านขวาเนื่องจากตับโต
  • ระยะออกอาการเด่นชัด (ระยะดีซ่าน): ปัสสาวะมีสีเข้มจัดเหมือนชาเขียวเข้ม อุจจาระมีสีซีด ผิวหนังและตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง (Jaundice) มีอาการคันตามผิวหนัง
  • ระยะฟื้นตัว: อาการตัวเหลืองจะค่อยๆ ลดลง แต่อาการอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่ได้นานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
สัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพบแพทย์ทันที: หากผู้ป่วยมีอาการซึมลง สับสน พูดจาเพ้อ อาเจียนรุนแรงจนไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือมีเลือดออกตามไรฟันและรอยฟกช้ำตามตัว อาการเหล่านี้บ่งชี้ถึงภาวะตับวายเฉียบพลัน (Acute Liver Failure) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลทันที

วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์

แพทย์จะวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบเอจากการซักประวัติการรับประทานอาหาร การเดินทาง และการตรวจร่างกายร่วมกับการเจาะเลือดตรวจหาค่าการทำงานของตับ (Liver Function Tests - LFTs) เช่น ค่าเอนไซม์ตับ ALT และ AST ที่สูงขึ้น รวมถึงการตรวจหาภูมิคุ้มกันเฉพาะเจาะจง เช่น Anti-HAV IgM เพื่อยืนยันการติดเชื้อเฉียบพลัน สำหรับการรักษาในปัจจุบันยังไม่มี ยาต้านไวรัสจำเพาะ การรักษาจึงเป็นการประคับประคองตามอาการ (Supportive Care) เช่น การให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำในผู้ป่วยที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนรุนแรง การพักผ่อนอย่างเต็มที่ และการงดรับประทานยาหรือสมุนไพรที่อาจเป็นพิษต่อตับ รวมถึงแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด

วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ ราคาเท่าไหร่ และข้อมูลสำคัญก่อนฉีด

คำถามที่พบบ่อยสำหรับผู้ที่สนใจสร้างภูมิคุ้มกันคือ วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ ราคาเท่าไหร่ ซึ่งราคาจะขึ้นอยู่กับประเภทของสถานพยาบาลและยี่ห้อของวัคซีน โดยทั่วไปตามโรงพยาบาลรัฐจะมีราคาประมาณเข็มละ 500 ถึง 900 บาท ขณะที่โรงพยาบาลเอกชนจะมีราคาประมาณ 1,200 ถึง 2,500 บาทต่อเข็ม วัคซีนนี้จะต้องฉีดทั้งหมด 2 เข็ม โดยเข็มที่สองจะเว้นระยะห่างจากเข็มแรกประมาณ 6 ถึง 12 เดือน เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันในระดับที่อยู่ได้ตลอดชีวิต

คำแนะนำจากคุณหมอเรื่องการฉีดวัคซีน: แนะนำให้เด็กทุกคนเริ่มรับวัคซีนเข็มแรกได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนและต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง หรือผู้ประกอบอาชีพที่สัมผัสกับอาหารและน้ำ

อาการแพ้ที่พบบ่อยและข้อควรระวังเกี่ยวกับผลข้างเคียง

อาการข้างเคียงหลังการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอส่วนใหญ่เป็นอาการเฉพาะที่ที่ไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองภายใน 2 ถึง 3 วัน อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • อาการปวด บวม แดง หรือเป็นไตแข็งบริเวณตำแหน่งที่ฉีดวัคซีน
  • มีไข้ต่ำ ปวดศีรษะ หรือรู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อย
  • อาการคลื่นไส้ หรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อชั่วคราว

สำหรับอาการแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylaxis) พบได้น้อยมาก แต่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น มีผื่นลมพิษกระจายทั่วตัว หน้าบวม ริมฝีปากบวม หายใจลำบาก หรือมีเสียงวี๊ดในลำคอ ดังนั้น หลังการฉีดวัคซีนทุกครั้ง แพทย์จึงกำหนดให้ผู้รับบริการนั่งพักสังเกตอาการภายในสถานพยาบาลเป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาทีเสมอ

ใครบ้างที่ไม่ควรฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ (ข้อห้ามและข้อควรระวัง)

เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดในการรับวัคซีน มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่แพทย์อาจแนะนำให้เลื่อนการฉีดหรือมีข้อห้ามเด็ดขาด ได้แก่

  • ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา วัคซีน หรือส่วนประกอบใดๆ ของวัคซีนไวรัสตับอักเสบเออย่างรุนแรงในการฉีดครั้งก่อน
  • ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลันรุนแรง มีไข้สูง ควรต้องรอให้อาการหายเป็นปกติเสียก่อนจึงค่อยมารับวัคซีน
  • สตรีตั้งครรภ์ แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีรายงานอันตรายที่ชัดเจนต่อทารกในครรภ์ แต่ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อนตัดสินใจรับวัคซีน
  • ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง อาจต้องอยู่ในความดูแลและประเมินความพร้อมของร่างกายจากแพทย์อย่างใกล้ชิด
ข้อควรระวังเรื่องยาและการดูแลตนเอง: ผู้ป่วยโรคตับอักเสบเอห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ ยาชุด หรือยาสสมุนไพรพื้นบ้านมารับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากตับกำลังอยู่ในภาวะอ่อนแอและอาจเกิดพิษต่อตับซ้ำซ้อนได้ การใช้ยาพาราเซตามอลต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรและใช้ในขนาดยาที่เหมาะสมเท่านั้น

วิธีป้องกันโรคและการดูแลสุขอนามัยในชีวิตประจำวัน

นอกจากการฉีดวัคซีนป้องกันแล้ว การสร้างสุขอนามัยที่ดีเป็นเกราะป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

  • ยึดหลัก กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ โดยรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ด้วยความร้อนสูง และหลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร และหลังการใช้ห้องน้ำ
  • ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำที่ผ่านการต้มสุก รวมถึงน้ำแข็งที่ผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐานสุขอนามัย
  • หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นในยามที่มีการระบาดของโรค
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ปกครองและผู้รับบริการ:
1. ตรวจสอบประวัติการรับวัคซีนของตนเองและบุตรหลาน หากยังไม่เคยฉีดควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับวัคซีน 2 เข็มให้ครบถ้วน
2. สอบถามราคาวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอจากสถานพยาบาลล่วงหน้าเพื่อการเตรียมความพร้อมด้านค่าใช้จ่าย
3. แจ้งประวัติการแพ้ยาและโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบทุกครั้งก่อนรับวัคซีน
4. สังเกตอาการหลังฉีดวัคซีนในสถานพยาบาลอย่างน้อย 30 นาที
5. เน้นย้ำสุขอนามัยในการรับประทานอาหารและล้างมือสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down