กอดลูกไว้แล้วตัวร้อนจี๋ อาการเด็กเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ที่น่ากังวลใจของพ่อแม่
ในฐานะกุมารแพทย์ผู้ดูแลเด็กๆ มายาวนาน คำถามที่พบได้บ่อยที่สุดในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงคือ ทำไมลูกถึงไข้ขึ้นสูงเฉียบพลันได้ขนาดนี้ เด็กเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ไม่เหมือนกับไข้หวัดธรรมดา (Common Cold) ทั่วไป เชื้อไวรัสอินฟลูเอนซาชนิดนี้มีความรุนแรงและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กเล็กและทารกที่ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ การปล่อยให้มีไข้สูงต่อเนื่องอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ บทความฉบับนี้จึงรวบรวมข้อมูลทางการแพทย์อย่างละเอียด เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจโรค สังเกตอาการเตือนวิกฤต และรู้วิธีรับมือได้อย่างถูกต้องที่สุด
ทำความรู้จักเชื้อไวรัสและสาเหตุของเด็กเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A
โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลักๆ ได้แก่ เอ (A) บี (B) และซี (C) สำหรับสายพันธุ์เอถือเป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงและก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ได้บ่อยที่สุด เชื้อไวรัสนี้ติดต่อกันผ่านทางการไอ การจาม หรือการสัมผัสละอองฝอย (Droplets) ของผู้ติดเชื้อ รวมถึงการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้วนำมือมาสัมผัสตา จมูก หรือปาก
เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายทางระบบทางเดินหายใจ มันจะเข้าไปบุกรุกเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนต้นและส่วนล่าง ทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง ร่างกายจะหลั่งสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่เรียกว่าไซโตไคน์ (Cytokines) ออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งกลไกนี้เองที่เป็นสาเหตุทำให้เด็กมีไข้สูงปรี๊ด ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย และมีอาการทางระบบทางเดินหายใจตามมาอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
อาการเด่นชัดและระยะเวลาการดำเนินโรคของเด็กเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A
ลักษณะเด่นที่แตกต่างจากไข้หวัดธรรมดาอย่างสิ้นเชิงคือ การเริ่มต้นของโรคที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน (Sudden Onset) โดยอาการสำคัญสามารถแบ่งตามลำดับเวลาได้ดังนี้
- ระยะเริ่มต้น (วันแรกถึงวันที่สอง): เด็กจะมีไข้สูงเฉียบพลัน อุณหภูมิร่างกายอาจสูงถึง 39 ถึง 40 องศาเซลเซียส มักมีอาการหนาวสั่น หน้าแดง ปวดศีรษะรุนแรง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ อ่อนเพลียมากจนไม่อยากลุกไปไหน
- ระยะอาการเด่นชัด (วันที่สามถึงวันที่ห้า): เริ่มมีอาการทางระบบทางเดินหายใจชัดเจนขึ้น เช่น ไอแห้งๆ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำใสไหล อาการไข้สูงยังคงอยู่แม้จะทานยาลดไข้แล้ว แต่อาจจะลดลงชั่วคราวแล้วกลับมาสูงใหม่อีก เด็กเล็กมักงอแงมาก ซึมลง และปฏิเสธการดื่มนมหรืออาหาร
- ระยะฟื้นตัว (วันที่หกถึงวันที่เจ็ดเป็นต้นไป): ไข้เริ่มลดลงและกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่อาการไอและอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่ได้อีกประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์
สัญญาณอันตรายระดับวิกฤต (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที
- ไข้สูงไม่ยอมลด: ไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียสต่อเนื่องนานเกินสามวัน หรือให้ยาลดไข้แล้วไข้ไม่ยอมลงเลย
- อาการทางระบบประสาท: มีอาการชักจากไข้ (Febrile Seizure) ซึมมากปลุกตื่นยาก สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือมีคอแข็ง
- อาการทางระบบหายใจวิกฤต: หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนอกบุ๋ม ปีกจมูกบานขณะหายใจ ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ (Cyanosis)
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ปากแห้งมาก ร้องไห้ไม่มีน้ำตาซึม ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะมีสีเข้มจัดนานเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง
- อาการปวดรุนแรง: ปวดแน่นหน้าอก หรือปวดกล้ามเนื้อน่องอย่างรุนแรงจนเดินไม่ได้
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์และการรักษาที่ถูกต้อง
เมื่อพาเด็กมาพบกุมารแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดและตรวจร่างกาย หากสงสัยว่าเด็กเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยยืนยันด้วยชุดตรวจคัดกรองอย่างรวดเร็ว (Rapid Influenza Diagnostic Test หรือ RIDT) โดยใช้ก้านสำลีป้ายสิ่งคัดหลั่งจากโพรงจมูก ซึ่งทราบผลได้ภายในสิบห้าถึงสามสิบนาที
ในส่วนของการรักษา หากตรวจพบเร็วภายในสองวันแรกของการมีไข้ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส (Antiviral Medications) เช่น โอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) ซึ่งช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาการเจ็บป่วยลงได้ ส่วนการรักษาหลักเป็นการรักษาตามอาการ (Supportive Care) ควบคู่ไปกับการดูแลอย่างใกล้ชิด
การดูแลพยาบาลเด็กป่วยที่บ้านและการใช้ยาอย่างปลอดภัย
การดูแลเด็กป่วยที่บ้านมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นตัวของร่างกาย คุณพ่อคุณแม่ควรปฏิบัติดังนี้:
- การให้ยาลดไข้: ให้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ในขนาดที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัวของเด็ก คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้
- การป้องกันภาวะขาดน้ำ: ให้เด็กดื่มน้ำเปล่าสะอาด นม หรือสารละลายเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะอ่อนตัวลง
- การพักผ่อน: จัดสิ่งแวดล้อมให้ห้องมีอากาศถ่ายเทสะดวก ให้เด็กพักผ่อนให้เต็มที่เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการรักษาไข้หวัดใหญ่
มีข้อควรปฏิบัติทางการแพทย์ที่สำคัญมากซึ่งพ่อแม่ต้องระวังเป็นพิเศษเพื่อความปลอดภัยของบุตรหลาน:
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กเด็ดขาด: การใช้ยาแอสไพรินในเด็กที่ป่วยเป็นโรคติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออก อาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Rye Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนทางสมองและตับที่รุนแรงถึงชีวิต
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ให้เด็กกินเอง: ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษาเชื้อไวรัสแต่อย่างใด การทานยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อจะส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาและเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหารของเด็ก
- ระมัดระวังการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ทุกครั้ง เนื่องจากอาจไม่เหมาะสมในเด็กที่มีภาวะขาดน้ำหรือมีความเสี่ยงเรื่องเลือดออก
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันเด็กเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคลังการรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิดฉีดเป็นประจำทุกปี โดยแนะนำให้ฉีดในเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป เนื่องจากสายพันธุ์ของไวรัสจะมีการกลายพันธุ์และเปลี่ยนแปลงทุกปี การฉีดซ้ำปีละหนึ่งครั้งจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทันต่อเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่
นอกจากนี้ควรปลูกฝังสุขอนามัยที่ดี เช่น การล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชนหนาแน่น และการหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่อับอากาศในช่วงที่มีการระบาดของโรค
คู่มือปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ในการสังเกตและดูแลเด็กเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A
1. สังเกตอาการไข้สูงเฉียบพลันและอาการปวดเมื่อย
2. วัดอุณหภูมิร่างกายและให้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด
3. เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นและให้ดื่มน้ำเกลือแร่บ่อยๆ
4. สังเกตสัญญาณอันตราย (ซึม หายใจหอบ ชัก ไข้ไม่ลด)
5. รีบพาไปโรงพยาบาลทันทีหากพบสัญญาณวิกฤต
6. พาเด็กไปฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปีเมื่อหายดีแล้ว