ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องการสร้างภูมิคุ้มกันในวัยแรกเกิดถึง 5 ปีแรกของชีวิต

ช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 5 ปี ถือเป็นช่วงเวลาที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเด็กกำลังพัฒนาและมีความบอบบางเป็นอย่างมาก ทางการแพทย์ผิวหนังและกุมารเวชศาสตร์ระบุว่า เด็กแรกเกิดจะได้รับภูมิคุ้มกันบางส่วนผ่านทางรกจากมารดา (Maternal Antibodies) โดยเฉพาะภูมิคุ้มกันชนิด IgG แต่อัตราภูมิคุ้มกันธรรมชาตินี้จะค่อยๆ ลดลงอย่างรวดเร็วภายในช่วง 2 ถึง 6 เดือนแรกหลังคลอด ส่งผลให้ทารกมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัสสายพันธุ์รุนแรงที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนจนถึงแก่ชีวิตได้

สถิติจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization - WHO) และกระทรวงสาธารณสุขพบว่า การได้รับวัคซีนอย่างครบถ้วนตามเกณฑ์สามารถลดอัตราการเสียชีวิตและการเจ็บป่วยรุนแรงในเด็กเล็กได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ วัคซีนจำเป็นสำหรับเด็กแรกเกิดถึง 5 ปี จึงเป็นหน้าที่สำคัญของคุณพ่อคุณแม่ในการวางรากฐานสุขภาพที่แข็งแรงในระยะยาว

กลไกการทำงานของวัคซีนและการตอบสนองทางระบบภูมิคุ้มกัน (Pathophysiology)

วัคซีน (Vaccines) ทำงานโดยการเลียนแบบการติดเชื้อตามธรรมชาติ โดยการนำเชื้อโรคที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ลงแล้ว (Live Attenuated Vaccine) ชิ้นส่วนของเชื้อโรคที่ตายแล้ว (Inactivated Vaccine) หรือสารพิษของเชื้อโรคที่ถูกทำให้หมดฤทธิ์ (Toxoid) เข้าสู่ร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันชนิดก่อเอง (Adaptive Immunity) โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดบีเซลล์ (B-lymphocytes) ผลิตแอนติบอดี (Antibodies) ที่มีความเฉพาะเจาะจงขึ้นมา

ในขณะเดียวกัน เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ (T-lymphocytes) จะทำหน้าที่จดจำลักษณะของเชื้อโรคดังกล่าว (Memory Cells) เมื่อร่างกายของเด็กได้รับเชื้อโรคตัวจริงในอนาคต ระบบภูมิคุ้มกันจะสามารถตอบสนองและทำลายเชื้อโรคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ป้องกันไม่ให้เกิดการลุกลามของโรคและลดความรุนแรงของอาการได้อย่างดีเยี่ยม

โรคติดเชื้ออันตรายในเด็กที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน: อาการและระยะดำเนินโรค

โรคติดเชื้อหลายชนิดสามารถก่ออันตรายร้ายแรงแก่ระบบอวัยวะที่สำคัญของเด็กเล็ก โดยมีรายละเอียดกลไกและระยะดำเนินโรคที่ควรทราบดังนี้

1. โรคไอกรน (Pertussis)

เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Bordetella pertussis ซึ่งปล่อยสารพิษทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ ระยะแรกเริ่ม (Catarrhal Stage) จะมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป มีน้ำมูก และไอเล็กน้อย นานประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์ จากนั้นจะเข้าสู่ระยะไอเป็นชุด (Paroxysmal Stage) เด็กจะมีอาการไอถี่ๆ ติดกัน 5 ถึง 10 ครั้งจนหายใจไม่ทัน และมีเสียงสูดหายใจเข้าดังวู๊ป (Whooping Sound) หน้าเขียว ตาแดง และอาจอาเจียนตามมา ระยะนี้อาจนานถึง 2 ถึง 4 สัปดาห์ และเข้าสู่ระยะฟื้นตัว (Convalescent Stage) ซึ่งอาการไอจะค่อยๆ ลดลงในเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน

2. โรคติดเชื้อนิวโมค็อกคัสชนิดลุกลาม (Invasive Pneumococcal Disease - IPD)

เกิดจากแบคทีเรีย Streptococcus pneumoniae ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคปอดอักเสบรุนแรง (Pneumonia) การติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemia) และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) อาการเริ่มแรกประกอบด้วยไข้สูง หนาวสั่น ซึม และเบื่ออาหารอย่างรวดเร็ว หากเชื้อลุกลามไปที่สมอง เด็กจะมีอาการคอแข็ง หลังแอ่น ชัก และหมดสติ ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตและพิการทางสมองสูงมาก

3. โรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้า (Rotavirus Gastroenteritis)

ไวรัสโรต้าจะเข้าทำลายเซลล์เยื่อบุลำไส้เล็ก ทำให้การดูดซึมน้ำและสารอาหารสูญเสียไป ระยะอาการเริ่มแรกคือมีไข้ต่ำๆ และอาเจียนอย่างรุนแรง นาน 1 ถึง 2 วัน จากนั้นจะมีอาการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำปริมาณมาก สีเหลืองปนเขียว มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวเฉพาะตัว หากไม่ได้รับการชดเชยน้ำและเกลือแร่อย่างทันท่วงที จะนำไปสู่ภาวะช็อกจากการขาดน้ำ (Hypovolemic Shock) และไตวายเฉียบพลัน

ข้อควรระวังทางการแพทย์: อาการขาดน้ำในเด็กเล็กพัฒนาไปสู่ภาวะวิกฤตได้เร็วกว่าผู้ใหญ่มากเนื่องจากสัดส่วนน้ำในร่างกายของเด็กมีมากกว่า หากลูกเริ่มมีอาการซึม ปากแห้งสนิท เบ้าตาลึก หรือปัสสาวะไม่ออกนานกว่า 6 ชั่วโมง ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

หากทารกหรือเด็กเล็กมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด:

  • ไข้สูงเฉียบพลันและไม่ลดลง: มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียสติดต่อกันนานกว่า 3 วัน หรือไข้สูงร่วมกับอาการหนาวสั่นอย่างรุนแรง
  • อาการชักจากไข้ (Febrile Seizures): มีอาการเกร็ง กระตุก ทั้งตัว ตาเหลือกขึ้นบน หมดสติขณะมีไข้สูง
  • ภาวะซึมลงอย่างเห็นได้ชัด: เด็กไม่ยอมเล่น นอนซึมตลอดเวลา ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือไม่ยอมดื่มนม/น้ำ
  • ระบบหายใจล้มเหลว: หายใจหอบเหนื่อยเร็วกว่าปกติ มีอาการอกบุ๋ม (Chest Retractions) ซี่โครงบาน ปีกจมูกขยับตามการหายใจ หรือมีเสียงหายใจดังครืดคราดหรือเสียงหวีด
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration): ปากแห้ง ผิวหนังเหี่ยวไม่ยืดหยุ่น กระหม่อมหน้าบุ๋มลง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะสีเข้มจัดและมีปริมาณน้อยมาก หรือไม่มีปัสสาวะออกเลยเกิน 6 ชั่วโมง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)

กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการป่วยอย่างเป็นขั้นตอน ดังนี้:

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: ตรวจสอบประวัติการรับวัคซีน ประวัติการสัมผัสผู้ป่วย และระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ
  • การตรวจร่างกาย (Physical Examination): ตรวจสัญญาณชีพ (Vital Signs) อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ ประเมินภาวะขาดน้ำ และตรวจระบบประสาทเบื้องต้น
  • การตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการอย่างรวดเร็ว (Rapid Antigen Test / Swab): การป้ายสิ่งคัดหลั่งในโพรงจมูกหรือลำคอเพื่อตรวจหาเชื้อไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) หรือตรวจอุจจาระหาเชื้อไวรัสโรต้า
  • การตรวจเลือด (Complete Blood Count & Blood Culture): ประเมินจำนวนเม็ดเลือดขาวเพื่อแยกแยะระหว่างการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย พร้อมส่งเพาะเชื้อในกระแสเลือดในรายที่สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
  • การตรวจภาพถ่ายรังสี (Chest X-ray): เพื่อวินิจฉัยภาวะปอดอักเสบหรือปอดบวมในเด็กที่มีอาการไอหอบเหนื่อย
  • การเจาะหลังตรวจน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture): ในกรณีที่เด็กมีอาการซึม คอแข็ง ชัก หรือสงสัยภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment & Home Care)

การดูแลรักษาเด็กป่วยต้องอาศัยการประสานงานระหว่างการรักษาทางการแพทย์และการพยาบาลอย่างใกล้ชิดที่บ้านอย่างถูกวิธี ดังนี้:

1. การรักษาตามอาการและการให้ยาที่ปลอดภัย

การลดไข้และการบรรเทาอาการไอหรือน้ำมูก ควรใช้ยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยเน้นยาลดไข้กลุ่มพาราเซตามอลเป็นหลักตามขนาดที่เหมาะสม

2. วิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Tepid Sponge)

การเช็ดตัวที่ถูกวิธีจะช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายของเด็กผ่านทางการนำความร้อนของน้ำได้ดีที่สุด โดยมีขั้นตอนดังนี้:

  • เตรียมน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำใส่น้ำแข็งเด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัวและไข้กลับสูงขึ้น)
  • ถอดเสื้อผ้าเด็กออกให้หมดในห้องที่ไม่มีลมโกรกแรง
  • ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำบิดหมาด เช็ดบริเวณใบหน้า ซอกคอ แขน และขา โดยเช็ดเข้าหาหัวใจเพื่อช่วยเปิดรูขุมขนและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
  • วางผ้าชุบน้ำพักไว้บริเวณที่มีเส้นเลือดใหญ่ผ่าน เช่น ข้อพับแขน ซอกรักแร้ และขาหนีบ เพื่อช่วยระบายความร้อน
  • เช็ดตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15 ถึง 20 นาที แล้วซับตัวเด็กให้แห้งสนิท สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี

3. การทดแทนน้ำและเกลือแร่ (Fluid Resuscitation)

สำหรับเด็กที่มีอาการอาเจียนหรือท้องเสีย ควรให้ดื่มสารละลายเกลือแร่สำหรับเด็ก (Oral Rehydration Salts - ORS) โดยใช้วิธีจิบทีละน้อยแต่บ่อยๆ เพื่อป้องกันการอาเจียนเพิ่มขึ้น หลีกเลี่ยงการให้ดื่มนมกล่อง นมเปรี้ยว หรือน้ำอัดลมเนื่องจากจะทำให้ท้องเสียรุนแรงขึ้น

คำแนะนำจากคุณหมอ: การชงเกลือแร่ ORS ต้องใช้น้ำต้มสุกที่เย็นแล้วในปริมาณที่กำหนดตามขวดหรือซองอย่างแม่นยำ ห้ามผสมน้ำส้ม น้ำหวาน หรือสารปรุงแต่งอื่นๆ เพิ่มเติมเด็ดขาด เพราะจะทำให้สัดส่วนความเข้มข้นของเกลือแร่เปลี่ยนไปและส่งผลเสียต่อการทำงานของลำไส้ทารก

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)

กุมารแพทย์ขอเน้นย้ำถึงข้อห้ามทางการแพทย์ที่สำคัญยิ่งในการดูแลเด็กเล็ก ดังนี้:

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) เด็ดขาด: ในเด็กที่มีไข้ต่ำหรือไข้สูงที่ยังไม่ได้ตรวจวินิจฉัย เพราะหากเด็กติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออก ยาแอสไพรินจะกระตุ้นให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งทำให้ตับวายและสมองอักเสบเฉียบพลันจนเสียชีวิตได้
  • ระวังการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ห้ามใช้ยานี้ในเด็กที่มีความเสี่ยงเป็นโรคไข้เลือดออก เนื่องจากยาจะทำให้เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารอย่างรุนแรง
  • การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง: ขนาดยามาตรฐานคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัมต่อครั้ง ทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมง และห้ามรับประทานเกิน 5 ครั้งต่อวัน ตัวอย่างเช่น เด็กน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ควรได้รับยาพาราเซตามอลปริมาณ 100 ถึง 150 มิลลิกรัมต่อครั้ง
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทานเอง: ไข้หวัดและอาการอุจจาระร่วงในเด็กเล็กมากกว่าร้อยละ 80 เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาได้ แถมยังก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาและผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารของเด็กอีกด้วย

ตารางอัปเดตล่าสุด: วัคซีนจำเป็นสำหรับเด็กแรกเกิดถึง 5 ปีที่ต้องฉีดให้ครบ

ตารางการฉีดวัคซีนสำหรับเด็กไทยได้รับการกำหนดและปรับปรุงโดยสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยและราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักดังนี้:

1. วัคซีนจำเป็นขั้นพื้นฐาน (Expanded Program on Immunization - EPI)

เป็นวัคซีนที่เด็กไทยทุกคนต้องได้รับตามกฎหมายและแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันระดับประเทศ:

  • แรกเกิด: วัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG) และวัคซีนป้องกันตับอักเสบบี เข็มที่ 1 (HBV 1)
  • อายุ 2 เดือน: วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน-ตับอักเสบบี-เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อฮิบ เข็มที่ 1 (DTP-HB-Hib 1) และวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดหยอด เข็มที่ 1 (OPV 1) ร่วมกับชนิดฉีด เข็มที่ 1 (IPV 1)
  • อายุ 4 เดือน: วัคซีนรวม DTP-HB-Hib เข็มที่ 2, วัคซีนป้องกันโปลิโอชนิดหยอด เข็มที่ 2 (OPV 2) และชนิดฉีด เข็มที่ 2 (IPV 2)
  • อายุ 6 เดือน: วัคซีนรวม DTP-HB-Hib เข็มที่ 3, วัคซีนป้องกันโปลิโอชนิดหยอด เข็มที่ 3 (OPV 3)
  • อายุ 9 เดือน: วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน เข็มที่ 1 (MMR 1) และวัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบเจอี เข็มที่ 1 (JE 1)
  • อายุ 1 ปี ถึง 1 ปี: วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบเจอี เข็มที่ 2 (JE 2) และวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน เข็มที่ 2 (MMR 2)
  • อายุ 1 ปี 6 เดือน: วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน เข็มกระตุ้นที่ 1 (DTP 4) และวัคซีนป้องกันโปลิโอชนิดหยอด เข็มที่ 4 (OPV 4)
  • อายุ 4 ปี: วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน เข็มกระตุ้นที่ 2 (DTP 5) และวัคซีนป้องกันโปลิโอชนิดหยอด เข็มที่ 5 (OPV 5)

2. วัคซีนเสริมและวัคซีนทางเลือกที่กุมารแพทย์แนะนำเพิ่มเติม (Optional Vaccines)

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันโรคและสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดให้แก่ลูกรัก กุมารแพทย์แนะนำให้พิจารณาฉีดวัคซีนเสริมเพิ่มเติมดังต่อไปนี้:

  • วัคซีนป้องกันอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้า (Rotavirus Vaccine): ให้โดยการหยอดทางปาก เริ่มหยอดเข็มแรกได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือนขึ้นไป และต้องหยอดครบก่อนอายุ 8 เดือน (ขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีน)
  • วัคซีนป้องกันโรคไอพีดี (Pneumococcal Conjugate Vaccine - PCV): ป้องกันการติดเชื้อนิวโมค็อกคัส แนะนำฉีดที่อายุ 2, 4, 6 เดือน และกระตุ้นที่อายุ 12 ถึง 15 เดือน
  • วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): แนะนำให้ฉีดปีละ 1 ครั้ง โดยเริ่มฉีดเข็มแรกได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป (ในปีแรกที่ฉีดก่อนอายุ 9 ปี ต้องฉีด 2 เข็มห่างกัน 4 สัปดาห์)
  • วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส (Varicella Vaccine): แนะนำฉีดเข็มแรกที่อายุ 12 ถึง 18 เดือน และฉีดเข็มที่สองที่อายุ 4 ถึง 6 ปี
  • วัคซีนป้องกันตับอักเสบเอ (Hepatitis A Vaccine): แนะนำฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6 ถึง 12 เดือน โดยเริ่มฉีดเข็มแรกได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป

กล่องสรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด

คู่มือการเตรียมตัวและการดูแลลูกรักในการรับวัคซีน

  • ตรวจสอบและบันทึกข้อมูล: พกสมุดบันทึกสุขภาพและประวัติวัคซีนของลูกไปโรงพยาบาลทุกครั้ง และบันทึกวันนัดถัดไปอย่างละเอียดเพื่อไม่ให้พลาดกำหนดการ
  • ตรวจสุขภาพลูกก่อนฉีดวัคซีน: หากลูกมีไข้สูง ซึม หรือเจ็บป่วยรุนแรงเฉียบพลัน ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปก่อน แต่หากมีเพียงน้ำมูกเล็กน้อยหรือไม่มีไข้ สามารถรับวัคซีนได้ตามปกติภายใต้ดุลยพินิจของกุมารแพทย์
  • การสังเกตอาการหลังรับวัคซีน: นั่งสังเกตอาการแพ้รุนแรงเฉียบพลันที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 30 นาทีหลังการฉีดวัคซีน
  • การดูแลอาการข้างเคียงที่บ้าน: หากมีไข้ต่ำๆ หรือปวดบวมบริเวณที่ฉีด ให้เช็ดตัวลดไข้ สวมเสื้อผ้าเบาสบาย และประคบเย็นบริเวณที่บวมเบาๆ ห้ามถูนวดบริเวณที่ฉีดเด็ดขาด
  • เสริมสร้างภูมิคุ้มกันธรรมชาติควบคู่ไปด้วย: เน้นการให้นมบุตรอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต และให้อาหารเสริมตามวัยที่อุดมด้วยสารอาหารครบ 5 หมู่ ควบคู่กับการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอเพื่อพัฒนาการของระบบภูมิคุ้มกันที่สมบูรณ์ที่สุด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down