ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำและภาพรวมของระบบภูมิคุ้มกันในเด็กแรกเกิดถึง 5 ขวบ

ทารกแรกเกิดถึงเด็กวัย 5 ขวบเป็นช่วงวัยที่มีการพัฒนาทางร่างกายอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ (Immature Immune System) แม้ทารกจะได้รับภูมิคุ้มกันผ่านทางรกและน้ำนมแม่ (Passive Immunity) มาบ้าง แต่ภูมิคุ้มกันธรรมชาตินี้จะค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่องและหมดไปเมื่อเด็กมีอายุประมาณ 6 เดือน ส่งผลให้ทารกและเด็กเล็กมีความเสี่ยงสูงมากต่อการติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัสชนิดต่างๆ ที่ก่อให้เกิดโรคร้ายแรง

องค์กรอนามัยโลก (World Health Organization - WHO) และสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการได้รับวัคซีนตามกำหนด เนื่องจากโรคติดเชื้อในเด็กหลายชนิด เช่น โรคตับอักเสบบี โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคคอกรน และโรคหัด สามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ความพิการถาวร หรืออันตรายถึงชีวิต การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน (Active Immunization) จึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และคุ้มค่าที่สุดในการปกป้องสุขภาพของเด็กในระยะยาว

คำแนะนำจากคุณหมอ: การได้รับวัคซีนครบถ้วนและตรงตามนัด ไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องลูกน้อยของคุณเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อรุนแรงไปสู่เด็กคนอื่นในสังคมที่ไม่สามารถรับวัคซีนได้อีกด้วย

สาเหตุ กลไกการสร้างภูมิคุ้มกัน และโรคร้ายที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน

การทำงานของวัคซีนอาศัยกลไกการเลียนแบบการติดเชื้อธรรมชาติ โดยการส่งชิ้นส่วนของเชื้อโรคที่ตายแล้ว เชื้อที่อ่อนฤทธิ์ลง หรือสารพิษของเชื้อโรคที่ถูกทำให้หมดฤทธิ์ (Toxoid) เข้าสู่ร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด B-lymphocyte สร้างแอนติบอดี (Antibody) และกระตุ้น T-lymphocyte ให้เกิดความจำทางการแพทย์ (Immunological Memory) เมื่อร่างกายได้รับเชื้อจริงในอนาคต ระบบภูมิคุ้มกันจะสามารถจดจำและเข้าทำลายเชื้อโรคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

เชื้อก่อโรคสำคัญที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนในเด็กแรกเกิดถึง 5 ขวบ

  • เชื้อไวรัส: ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus), ไวรัสโปลิโอ (Poliovirus), ไวรัสโรต้า (Rotavirus), ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus), ไวรัสหัด (Measles Virus), ไวรัสคางทูม (Mumps Virus), ไวรัสหัดเยอรมัน (Rubella Virus), ไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese Encephalitis Virus) และไวรัสอีสุกอีใส (Varicella Zoster Virus)
  • เชื้อแบคทีเรีย: เชื้อวัณโรค (Bacillus Calmette-Guérin - BCG), เชื้อเดฟทีเรียหรือคอดิฟ (Corynebacterium diphtheriae), เชื้อบาดพยัก (Clostridium tetani), เชื้อคอกรน (Bordetella pertussis), เชื้อฮิบ (Haemophilus influenzae type b) และเชื้อนิวโมคอกคัส (Streptococcus pneumoniae)

อาการและระยะของโรคร้ายแรงหากเด็กไม่ได้รับวัคซีน

หากเด็กไม่ได้รับวัคซีนป้องกัน การติดเชื้ออาจลุกลามและทำลายระบบอวัยวะสำคัญในร่างกาย โดยแสดงอาการและดำเนินโรคดังนี้

1. โรคติดเชื้อฮิบและโรคนิวโมคอกคัสชนิดรุกราน (IPD)

เชื้อแบคทีเรีย Haemophilus influenzae type b และ Streptococcus pneumoniae สามารถแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด ก่อให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ปอดบวมอย่างรุนแรง (Pneumonia) และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) เด็กจะมีไข้สูง ซึม คอแข็ง ชัก และอาจเสียชีวิต หรือรอดชีวิตโดยมีความพิการทางสมองและการยินสูญเสียไปอย่างถาวร

2. โรคคอกรน (Pertussis)

เริ่มด้วยอาการคล้ายไข้หวัด ไอเล็กน้อย ต่อมาเข้าสู่ระยะไอเป็นชุดๆ (Paroxysmal Stage) เด็กจะไอติดต่อกันรุนแรงจนหายใจไม่ทัน มีเสียงไอโฮ้ง (Whoop) หน้าเขียว ตาแดง และอาจเกิดภาวะสมองขาดออกซิเจนหรือปอดอักเสบแทรกซ้อน

3. โรคหัด (Measles)

เริ่มจากมีไข้สูง ไอ ตาแดง มีมูกไหล (3 Cs: Cough, Coryza, Conjunctivitis) จากนั้นจะมีผื่นแดงขึ้นเริ่มจากใบหน้าแล้วกระจายไปทั่วร่างกาย ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ได้แก่ ปอดบวม อุจจาระร่วงรุนแรง และสมองอักเสบ (Subacute Sclerosing Panencephalitis)

4. โรคท้องร่วงจากไวรัสโรต้า (Rotavirus Gastroenteritis)

ก่อให้เกิดอาการอาเจียนอย่างรุนแรง อุจจาระเป็นน้ำปริมาณมาก ส่งผลให้เด็กเกิดภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง (Severe Dehydration) ช็อก และไตวายฉุกเฉินได้ในเวลาอันสั้น

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องนำลูกส่งโรงพยาบาลทันที (Red Flag Symptoms)

ผู้ดูแลต้องสังเกตอาการอันตราย ทั้งจากโรคติดเชื้อ หรือภายหลังการรับวัคซีน หากพบอาการดังต่อไปนี้ ต้องนำเด็กส่งโรงพยาบาลหรือพบแพทย์ทันที

สัญญาณเตือนอันตรายวิกฤต (Red Flag Symptoms):
  • ไข้สูงเกิน 39.0 องศาเซลเซียส และไข้ไม่ลดหลังทานลดไข้
  • เกิดอาการชักจากไข้ (Febrile Convulsion) หรือชักเกร็ง กระตุก
  • เด็กมีอาการซึมมาก ไม่เล่น ไม่สบตา ร้องไห้กระจองอแงผิดปกติ หรือเรียกไม่รู้สึกตัว
  • ไม่ยอมดื่มนม ดื่มน้ำ หรือทานอาหารเลย ปัสสาวะออกน้อยกว่า 4 ครั้งใน 24 ชั่วโมง
  • สัญญาณภาวะขาดน้ำรุนแรง: ปากแห้ง ผิวแห้ง ตาลึก ร้องไห้ไม่มีน้ำตา กระหม่อมบุ๋มลง (ในทารก)
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปีกกรามขยับ ชายโครงบุ๋ม หรือหน้าอกบุ๋มขณะหายใจ (Respiratory Distress)
  • ผื่นขึ้นร่วมกับมีจุดเลือดออกตามตัว หรือปวดท้องร่วงรุนแรง อุจจาระมีเลือดปน
  • สัญญาณแพ้วัคซีนขั้นรุนแรง (Anaphylaxis): หายใจติดขัด เสียงหวีด ผื่นรังแคล้มขึ้นทั่วตัว หน้าบวม ปากบวม หรือหมดสติ (มักเกิดภายใน 30 นาทีหลังฉีดวัคซีน)

การตรวจวินิจฉัยและประเมินความพร้อมทางการแพทย์ก่อนและหลังรับวัคซีน

1. การประเมินสภาพร่างกายก่อนรับวัคซีน

กุมารแพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียด รวมถึงประวัติแพ้อาหาร (เช่น แพ้ไข่ไก่รุนแรงกรณีวัคซีนบางชนิด) ประวัติแพ้ยา ประวัติการเจ็บป่วยเฉียบพลัน และประวัติการรับภูมิคุ้มกันหรือผลิตภัณฑ์จากเลือด พร้อมทั้งตรวจร่างกายทั่วไป ตรวจฟังเสียงหัวใจและปอด ตรวจลำคอ และวัดสัญญาณชีพ

2. การตรวจวินิจฉัยเมื่อสงสัยโรคติดเชื้อ

  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Blood Tests): ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC), ตรวจค่าการอักเสบ (C-Reactive Protein - CRP, Procalcitonin) และการเพาะเชื้อจากเลือด (Blood Culture)
  • การ swab และตรวจสารพันธุกรรม (PCR & Rapid Antigen Test): การ swab ป้ายสิ่งส่งตรวจจากลำคอหรือโพรงจมูกเพื่อหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่, RSV หรือเชื้อคอกรน
  • การตรวจภาพถ่ายรังสี (Chest X-ray): กรณีสงสัยภาวะปอดบวมหรือปอดอักเสบ
  • การตรวจน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture): กรณีสงสัยภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

วิธีดูแลรักษาและบรรเทาอาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนอย่างถูกวิธี

อาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนส่วนใหญ่เป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายที่กำลังสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น ไข้ต่ำๆ ปวด รอยแดง หรือบวมบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักหายได้เองภายใน 24-48 ชั่วโมง การดูแลพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธีมีดังนี้

1. วิธีการเช็ดตัวลดไข้อย่างถูกต้อง (Tepid Sponge)

หากเด็กมีไข้ ควรใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำผสมแอลกอฮอล์เด็ดขาด) เช็ดตัวย้อนรูขุมขน โดยเช็ดจากปลายมือปลายเท้าเข้าหาหัวใจ และพักผ้าไว้บริเวณข้อพับ เช่น ลักแร้ ขาหนีบ และซอกคอ เช็ดต่อเนื่องประมาณ 10-15 นาที แล้วเช็ดตัวให้แห้งก่อนสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี

2. การให้ยาลดไข้แก้ปวดที่ปลอดภัย

ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นยาหลักที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก โดยต้องคำนวณขนาดยาอย่างแม่นยำตามน้ำหนักตัวเด็ก

  • ขนาดยาที่ถูกต้อง: 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อ การกิน 1 ครั้ง
  • ความถี่: ทานห่างกันทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้ (ห้ามทานเกิน 5 ครั้ง หรือเกิน 60 mg/kg ภายใน 24 ชั่วโมง)
  • การปฐมพยาบาลบริเวณรอยฉีด: ใน 24 ชั่วโมงแรก ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบบริเวณที่ปวดบวม หลังจาก 24 ชั่วโมงหากยังบวมให้ประคบอุ่น

ข้อควรระวังทางการแพทย์สำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ข้อห้ามและข้อควรระวังทางการแพทย์สำคัญ:
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กเด็ดขาด: การให้ยาแอสไพรินในเด็กที่ติดเชื้อไวรัสอาจก่อให้เกิดกลุ่มอาการไรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งนำไปสู่ภาวะตับวายและสมองบวมถึงแก่ชีวิตได้
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) โดยไม่ปรึกษาแพทย์: โดยเฉพาะในภาวะที่ยังไม่สามารถตัดโรคไข้เลือดออก หรือมีภาวะขาดน้ำรุนแรง เพราะอาจทำให้เกิดเลือดออกในกระเพาะอาหารและไตวายเฉียบพลัน
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ให้เด็กทานเอง: ยาปฏิชีวนะใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่สามารถรักษาไข้จากวัคซีนหรือการติดเชื้อไวรัสได้ การใช้ยาโดยไม่จำเป็นส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาและผลข้างเคียงต่อตับและไต
  • ข้อห้ามในการรับวัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต (Live Attenuated Vaccines): เช่น วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม (MMR), วัคซีนอีสุกอีใส, วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอีชนิดเชื้อมีชีวิต ห้ามฉีดในเด็กที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง หรือเด็กที่ได้รับยาสเตียรอยด์ขนาดสูง ยากดภูมิคุ้มกัน หรืออยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด

ตารางวัคซีนจำเป็นและวัคซีนเสริมสำหรับเด็กแรกเกิดถึง 5 ขวบ อัปเดตล่าสุด

ตารางการฉีดวัคซีนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ วัคซีนจำเป็น (Mandatory/EPI Vaccines) ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้เด็กไทยทุกคนต้องได้รับ และ วัคซีนเสริม/วัคซีนทางเลือก (Recommended/Optional Vaccines) ที่สมาคมผู้เชี่ยวชาญแนะนำเพื่อการปกป้องที่ครอบคลุมสูงสุด

ตารางฉีดวัคซีนตามช่วงอายุ (แรกเกิด - 5 ขวบ)

  • เด็กแรกเกิด (At Birth):
    • วัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG) - ฉีดเข้าชั้นผิวหนังบริเวณไหล่หรือสะโพก
    • วัคซีนป้องกันตับอักเสบบี (HBV) - เข็มที่ 1
  • อายุ 2 เดือน:
    • วัคซีนรวมคอตีก-บาดพยัก-คอกรน-ตับอักเสบบี-ฮิบ (DTP-HB-Hib) - เข็มที่ 1
    • วัคซีนโปลิโอ (IPV/OPV) - ชนิดฉีดและชนิดหยอด
    • วัคซีนโรต้า (Rotavirus) - ชนิดหยอด เข็มที่ 1
    • วัคซีนเสริม: วัคซีนป้องกันปอดอักเสบ IPD (Pneumococcal Conjugate Vaccine - PCV) เข็มที่ 1
  • อายุ 4 เดือน:
    • วัคซีนรวม (DTP-HB-Hib) - เข็มที่ 2
    • วัคซีนโปลิโอ (IPV/OPV)
    • วัคซีนโรต้า (Rotavirus) - ชนิดหยอด เข็มที่ 2
    • วัคซีนเสริม: วัคซีนป้องกันปอดอักเสบ IPD เข็มที่ 2
  • อายุ 6 เดือน:
    • วัคซีนรวม (DTP-HB-Hib) - เข็มที่ 3
    • วัคซีนโปลิโอ (IPV/OPV)
    • วัคซีนโรต้า (Rotavirus) - ชนิดหยอด เข็มที่ 3 (ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ)
    • วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) - ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป (ปีแรกฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน)
    • วัคซีนเสริม: วัคซีนป้องกันปอดอักเสบ IPD เข็มที่ 3
  • อายุ 9 - 12 เดือน:
    • วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม (MMR) - เข็มที่ 1 (แนะนำฉีดที่อายุ 9-12 เดือน)
    • วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี (LAJE) - ชนิดเชื้อมีชีวิต เข็มที่ 1 (ฉีดที่อายุ 12 เดือน)
    • วัคซีนเสริม: วัคซีนป้องกันปอดอักเสบ IPD เข็มกระตุ้น (Booster at 12-15 months), วัคซีนอีสุกอีใส (Varicella) เข็มที่ 1
  • อายุ 1 ปี 6 เดือน (18 เดือน):
    • วัคซีนรวมคอตีก-บาดพยัก-คอกรน (DTP) - เข็มกระตุ้น
    • วัคซีนโปลิโอ (OPV) - เข็มกระตุ้น
    • วัคซีนตับอักเสบบี และ ฮิบ (ตามตารางผสม)
    • วัคซีนเสริม: วัคซีนป้องกันตับอักเสบเอ (Hepatitis A) เข็มที่ 1
  • อายุ 2 - 3 ปี:
    • วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี (LAJE) - เข็มที่ 2 (ห่างจากเข็มแรก 3-12 เดือน)
    • วัคซีนเสริม: วัคซีนป้องกันตับอักเสบเอ เข็มที่ 2 (ห่างจากเข็มแรก 6-12 เดือน), วัคซีนอีสุกอีใส เข็มที่ 2
  • อายุ 4 - 5 ปี:
    • วัคซีนรวมคอตีก-บาดพยัก-คอกรน (DTP) - เข็มกระตุ้นครั้งที่ 2
    • วัคซีนโปลิโอ (OPV) - เข็มกระตุ้น
    • วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม (MMR) - เข็มที่ 2
    • วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) - ฉีดกระตุ้นซ้ำเป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง
    • วัคซีนเสริม: วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก (Dengue Vaccine) - ในเด็กอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป (ตามคำแนะนำของแพทย์)

กล่องสรุปข้อปฏิบัติสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล (Parent Actionable Checklist)

รายการเช็กลิสต์การเตรียมตัวรับวัคซีนของลูกน้อย:
  • ก่อนไปรับวัคซีน:
    • ตรวจสอบสมุดบันทึกสุขภาพและประวัติวัคซีนของลูกทุกครั้ง
    • ประเมินสุขภาพลูก หากลูกมีไข้สูง ป่วยเฉียบพลัน หรือท้องเสียรุนแรง ให้เลื่อนการรับวัคซีนและปรึกษาแพทย์
    • เตรียมเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย หลวมๆ เพื่อความสะดวกในการฉีดวัคซีนที่ต้นขาหรือไหล่
  • ขณะรับวัคซีน:
    • แจ้งประวัติการแพ้ยา แพ้อาหาร หรือผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนครั้งก่อนให้แพทย์และพยาบาลทราบ
    • เฝ้าระวังอาการหลังฉีดวัคซีนที่คลินิกหรือโรงพยาบาลอย่างน้อย 30 นาที เพื่อสังเกตอาการแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylaxis)
  • การดูแลหลังรับวัคซีนที่บ้าน:
    • สังเกตอาการอย่างใกล้ชิดเป็นเวลาอย่างน้อย 48-72 ชั่วโมง
    • เตรียมยาพาราเซตามอลและวัดน้ำหนักตัวลูกเพื่อคำนวณขนาดยาให้ถูกต้องไว้เสมอ
    • หากมีไข้ต่ำ ให้เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง
    • หากมีอาการ Red Flag เช่น ไข้สูงไม่ลด ซึม หอบ หรือชัก ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down