ทำไมต้องวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกันในเด็กวัยแรกเกิดถึง 5 ขวบ
ตารางวัคซีนเด็กแรกเกิดถึง 5 ขวบ วัคซีนถือเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันและลดความรุนแรงของโรคติดเชื้ออันตรายในเด็ก ทารกแรกเกิดยังมีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่พบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม การได้รับวัคซีนตามกำหนดช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะเจาะจงต่อโรคเหล่านั้นได้อย่างปลอดภัย โดยแบ่งออกเป็นวัคซีนพื้นฐานตามแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข และวัคซีนทางเลือกที่แนะนำเพิ่มเติมโดยกุมารแพทย์ เพื่อการปกป้องสุขภาพของลูกน้อยอย่างครอบคลุมรอบด้าน
กลไกการทำงานของวัคซีนและการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
วัคซีนประกอบด้วยเชื้อโรคที่ถูกทำให้ตาย อ่อนฤทธิ์ลง หรือใช้สารพันธุกรรมและชิ้นส่วนโปรตีนของเชื้อโรค เพื่อจำลองการติดเชื้อเสมือนจริงแต่ไม่ก่อให้เกิดโรค เมื่อร่างกายได้รับวัคซีน ระบบภูมิคุ้มกันจะจดจำสิ่งแปลกปลอมนี้และสร้างสารภูมิต้านทาน (Antibody) รวมถึงเซลล์ความจำ (Memory Cells) ขึ้นมา หากในอนาคตเด็กได้รับเชื้อโรคตามธรรมชาติจริงๆ ร่างกายจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้และกำจัดเชื้อโรคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ป้องกันไม่ให้เกิดอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
ตารางวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนทางเลือกตั้งแต่วัยแรกเกิดถึง 5 ขวบ
การเข้าใจช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมารับวัคซีนตามตารางวัคซีนเด็กแรกเกิดถึง 5 ขวบ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรทราบ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสทองในการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็ก
- ช่วงแรกเกิด (0-1 เดือน): วัคซีนบีซีจี (BCG Vaccine) ป้องกันโรควัณโรค และวัคซีนตับอักเสบบี (Hepatitis B Vaccine) เข็มที่ 1
- อายุ 2 เดือน: วัคซีนคอตีบ บาดยักษ์ ไอกรน (DTP) เข็มที่ 1, วัคซีนโปลิโอ (Polio), วัคซีนฮิป (Hib) ป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบ, วัคซีนตับอักเสบบี เข็มที่ 2, วัคซีนโรตา (Rotavirus) ป้องกันท้องรุนแรงจากไวรัสเข็มที่ 1, และวัคซีนเสริมอย่างวัคซีนนิวโมคอคคัส (PCV) เข็มที่ 1 รวมถึงวัคซีนไข้หัดฉายเดี่ยวหรือรวม
- อายุ 4 เดือน: วัคซีนคอตีบ บาดยักษ์ ไอกรน เข็มที่ 2, โปลิโอ, ฮิป, วัคซีนโรตาเข็มที่ 2, และวัคซีนนิวโมคอคคัส (PCV) เข็มที่ 2
- อายุ 6 เดือน: วัคซีนคอตีบ บาดยักษ์ ไอกรน เข็มที่ 3, โปลิโอ, ฮิป, วัคซีนตับอักเสบบี เข็มที่ 3, วัคซีนโรตาเข็มที่ 3 (ขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีน), และวัคซีนนิวโมคอคคัส (PCV) เข็มที่ 3 รวมถึงเริ่มฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ปีละ 2 เข็มในปีแรก
- อายุ 9-12 เดือน: วัคซีนหัด คางทูม หัดเยอรมัน (MMR) เข็มที่ 1, วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี (JE) เข็มที่ 1, และวัคซีนอีสุกอีใส (Varicella) เข็มที่ 1 (วัคซีนทางเลือก)
- อายุ 1 ปี 6 เดือน (18 เดือน): วัคซีนคอตีบ บาดยักษ์ ไอกรน เข็มกระตุ้น, โปลิโอเข็มกระตุ้น, วัคซีนเอ็มเอ็มอาร์เข็มที่ 2, และวัคซีนไข้สมองอักเสบเจอีเข็มกระตุ้น
- อายุ 2 ปีถึง 5 ขวบ: วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉีดกระตุ้นทุกปี, วัคซีนอีสุกอีใสเข็มที่ 2, และวัคซีนกระตุ้นโรคคอตีบ บาดยักษ์ ไอกรนตามคำแนะนำของกุมารแพทย์
วัคซีนทางเลือกที่จำเป็นและประโยชน์เพิ่มเติม
นอกจากวัคซีนพื้นฐานแล้ว วัคซีนทางเลือกยังมีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรคติดเชื้อที่มีความรุนแรงและพบได้บ่อยในเด็กเล็ก เช่น วัคซีนนิวโมคอคคัส (PCV) ที่ช่วยป้องกันโรคปอดบวมและติดเชื้อในกระแสเลือดจากเชื้อแบคทีเรีย นิวโมคอคคัส วัคซีนโรตาที่ช่วยป้องกันอาการท้องร่วงรุนแรงจนต้องนอนโรงพยาบาล วัคซีนอีสุกอีใส และวัคซีนตับอักเสบเอ ซึ่งกุมารแพทย์มักแนะนำให้ผู้ปกครองพิจารณารับเพิ่มเติมเพื่อความคุ้มครองที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังรับวัคซีนและการดูแลเบื้องต้น
หลังการได้รับวัคซีน เด็กอาจมีอาการข้างเคียงเล็กน้อยซึ่งเป็นกระบวนการปกติที่ร่างกายกำลังสร้างภูมิคุ้มกัน อาการที่พบบ่อยได้แก่ มีไข้ต่ำๆ ปวด บวม แดง หรือมีก้อนแข็งเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด งอแง หรือซึมเล็กน้อย ผู้ปกครองสามารถดูแลได้ด้วยการเช็ดตัวลดไข้ ให้ดื่มนมหรือน้ำบ่อยๆ และให้รับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ
สัญญาณอันตรายหลังรับวัคซีนที่ต้องพบแพทย์ทันที
แม้ว่าอาการข้างเคียงส่วนใหญ่จะหายได้เองภายใน 2 ถึง 3 วัน แต่หากเด็กมีอาการรุนแรงหรือมีสัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ดังต่อไปนี้ ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที
- มีไข้สูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส หรือไข้ไม่ยอมลดเกิน 24 ถึง 48 ชั่วโมง
- ร้องกวนต่อเนื่องไม่หยุดนานกว่า 3 ชั่วโมง หรือมีเสียงร้องแหลมสูงผิดปกติ
- มีอาการชัก เกร็ง หรือหมดสติ
- มีผื่นขึ้นกระจายทั่วตัว หน้าบวม ริมฝีปากบวม หรือหายใจมีเสียงวี๊ด หายใจหอบเหนื่อย ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของอาการแพ้อยรุนแรง (Anaphylaxis)
- ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่มีเลย
การเตรียมตัวและการปฏิบัติตัวก่อนและหลังมารับวัคซีน
ก่อนพาลูกน้อยมารับวัคซีน ผู้ปกครองควรเตรียมความพร้อมโดยการตรวจสอบสมุดบันทึกสุขภาพและประวัติการรับวัคซีนเดิม แจ้งประวัติการแพ้ยา แพ้ส่วนประกอบของวัคซีน หรือโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบ หากเด็กมีไข้สูงหรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน ควรอภิปรายกับแพทย์เพื่อเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปก่อนจนกว่าจะหายเป็นปกติ หลังรับวัคซีนควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 30 นาที และดูแลต่อเนื่องที่บ้านตามคำแนะนำ
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลในการพาเด็กรับวัคซีน
- ตรวจสอบตารางวัคซีนเด็กแรกเกิดถึง 5 ขวบ ให้สม่ำเสมอและตรงตามนัดหมาย
- ปรึกษากุมารแพทย์เกี่ยวกับวัคซีนทางเลือกเพิ่มเติมที่เหมาะสมกับช่วงวัย
- เตรียมสมุดบันทึกสุขภาพเด็กและแจ้งประวัติการแพ้ให้แพทย์ทราบทุกครั้ง
- สังเกตอาการหลังฉีดวัคซีนและดูแลตามอาการอย่างถูกวิธี
- จดจำสัญญาณอันตรายและรีบพาไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการผิดปกติรุนแรง