ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความกังวลใจของพ่อแม่เมื่อพบอุจจาระทารกมีเลือดปน

การเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกน้อยในแต่ละวันเป็นหน้าที่สำคัญที่ช่วยให้พ่อแม่สามารถสังเกตความผิดปกติทางสุขภาพได้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะลักษณะและสีของอุจจาระทารกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามวัยและประเภทของอาหารที่ได้รับ ตั้งแต่นมแม่ นมผง ไปจนถึงอาหารเสริมตามวัย แต่หากวันหนึ่งพ่อแม่พบว่าอุจจาระของลูกทารกมีเลือดปนออกมา ไม่ว่าจะเป็นเลือดสีแดงสด เลือดสีคล้ำ หรืออุจจาระมีลักษณะสีดำคล้ายยางมะตอย ย่อมสร้างความตกใจและวิตกกังวลให้อย่างมาก อาการลูกทารกถ่ายปนเลือด เกิดจากอะไร: 5 สาเหตุพบบ่อย อาการแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที จึงเป็นคำถามที่กุมารแพทย์มักได้รับบ่อยครั้งจากคุณพ่อคุณแม่มือใหม่

ในทางการแพทย์ อาการเลือดปนในอุจจาระของทารก (Hematochezia หรือ Melena) สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ภาวะที่ไม่รุนแรงและหายได้เอง ไปจนถึงโรคทางเดินอาหารที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วนจากแพทย์เฉพาะทาง การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ กลไกการเกิดโรค และการสังเกตลักษณะของเลือดที่ปนมากับอุจจาระ จะช่วยให้พ่อแม่สามารถประเมินสถานการณ์เบื้องต้นได้อย่างถูกต้อง และพาบุตรหลานเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

ทำความเข้าใจระบบทางเดินอาหารของทารกและลักษณะอุจจาระปกติ

ระบบทางเดินอาหารของทารกแรกเกิดและทารกวัยขวบปีแรกยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เยื่อบุลำไส้มีความบอบบางและไวต่อสิ่งกระตุ้นสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนในอาหาร เชื้อโรค หรือความผิดปกติของการไหลเวียนเลือดในทางเดินอาหาร ลักษณะอุจจาระปกติของทารกจึงมีความหลากหลายอย่างมากตามช่วงอายุ

  • ทารกกินนมแม่ล้วน: อุจจาระมักมีลักษณะเหลว สีเหลืองทอง มีเนื้อมัสตาร์ดปน หรืออาจมีฟองเล็กน้อย มีกลิ่นเปรี้ยวนิดๆ เนื่องจากนมแม่ย่อยง่ายและมีการดูดซึมสูง
  • ทารกกินนมผง: อุจจาระมักจะมีเนื้อข้นกว่าทารกกินนมแม่เล็กน้อย สีเหลืองเข้ม น้ำตาลอ่อน หรือสีเขียวอ่อน และมีกลิ่นแรงกว่า
  • ทารกเริ่มกินอาหารเสริม: อุจจาระจะเริ่มเปลี่ยนสีและมีความแข็งตามชนิดของอาหารที่รับประทาน เช่น หากกินฟักทองอุจจาระอาจมีสีส้ม หากกินผักใบเขียวอุจจาระอาจมีสีเขียว

ดังนั้น ก่อนจะสรุปว่าลูกถ่ายปนเลือด พ่อแม่ต้องมั่นใจเสียก่อนว่าสีแดงที่เห็นนั้นไม่ใช่สีจากอาหารที่ลูกกินเข้าไป เช่น มะเขือเทศ แก้วมังกรสีแดง หรือยาบางชนิดที่มีส่วนผสมของธาตุเหล็ก ซึ่งอาจทำให้ออุจจาระมีสีดำคล้ำคล้ายเลือดเก่าได้เช่นกัน

5 สาเหตุพบบ่อยที่ทำให้ลูกทารกถ่ายปนเลือด

เมื่อพบว่ามีเลือดปนในอุจจาระของทารกจริง กุมารแพทย์จะทำการวิเคราะห์จากลักษณะของเลือดและอาการร่วมอื่นๆ โดย 5 สาเหตุหลักที่พบบ่อยในทางการแพทย์มีดังนี้

1. ภาวะแพ้โปรตีนนมวัว (Cow Milk Protein Allergy - CMPA)

นี่คือสาเหตุอันดับต้นๆ ของทารกที่มีเลือดปนในอุจจาระ โดยเฉพาะทารกที่กินนมผง หรือทารกที่กินนมแม่แต่มารดารับประทานผลิตภัณฑ์จากนมวัวในปริมาณมาก โปรตีนในนมวัวจะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้ของทารก ทำให้เกิดการอักเสบและมีเลือดออกซึมบริเวณเยื่อบุลำไส้ใหญ่ มักพบร่วมกับอาการแหวะนมบ่อย ร้องกวน งอแง ผื่นผิวหนังอักเสบ (Atopic Dermatitis) หรือมีน้ำมูกเรื้อรัง

2. แผลปริที่ขอบทวารหนักจากการขับถ่าย (Anal Fissure)

มักเกิดในทารกที่มีปัญหาท้องผูก อุจจาระแข็ง หรือทารกที่ต้องเบ่งถ่ายบ่อยๆ แรงเบ่งทำให้ผิวหนังรอบทวารหนักหรือเยื่อบุลำไส้ส่วนปลายเกิดรอยแยกเป็นแผลขนาดเล็ก ลักษณะเด่นคือ จะพบเลือดสีแดงสดหยãดติดอยู่กับผิวนอกสุดของอุจจาระ หรือติดอยู่กับกระดาษทิชชู/ผ้าอ้อมเวลาเช็ด โดยที่ตัวอุจจาระไม่ได้มีเลือดผสมอยู่ภายในเนื้ออุจจาระ และลูกอาจมีอาการเจ็บเวลาร้องไห้เบ่งถ่าย

3. การติดเชื้อทางเดินอาหาร (Infectious Enteritis)

เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิตในทางเดินอาหาร เช่น เชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) แคมไพโลแบคเตอร์ (Campylobacter) หรือเชื้อบิด เชื้อโรคเหล่านี้จะไปทำลายเยื่อบุผนังลำไส้ ทำให้เกิดการอักเสบรุนแรง ทารกจะมีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำร่วมด้วย มีไข้สูง อาเจียน ปวดท้อง งอแงมาก และในอุจจาระจะมีมูกเลือดปนมาอย่างชัดเจน

4. ลำไส้กลืนกัน (Intussusception)

เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่พบบ่อยในทารกอายุตั้งแต่ 3 เดือนถึง 3 ปี เกิดจากลำไส้ส่วนต้นเคลื่อนตัวมุดเข้าไปในลำไส้ส่วนที่อยู่ติดกัน ทำให้เกิดการอุดตันและการขาดเลือดไปเลี้ยงบริเวณนั้น อาการเด่นชัดคือ ทารกจะร้องกวนงอแงรุนแรงเป็นพักๆ งอขาเข้าหาหน้าอก อาเจียนพุ่ง และอุจจาระจะมีลักษณะพิเศษคล้ายเจลลี่ลูกเกดหรือน้ำล้างเนื้อ (Currant Jelly Stool) ซึ่งเกิดจากเลือด เมือก และเนื้อเยื่อลำไส้ที่หลุดลอกปนกัน

5. โรคลำไส้อักเสบจากการขาดเลือดหรือความผิดปกติแต่กำเนิด (Necrotizing Enterocolitis หรือ Meckel Diverticulum)

ในทารกแรกเกิดคลอดก่อนกำหนด อาจพบภาวะลำไส้อักเสบเน่าตาย (NEC) ซึ่งเป็นภาวะรุนแรงมาก ส่วนในทารกโตขึ้นมาหน่อย อาจเกิดจากถุงยื่นผิดปกติที่ผนังลำไส้เล็กส่วนปลาย (Meckel's Diverticulum) ซึ่งมีเนื้อเยื่อกระเพาะอาหารเจริญผิดที่และหลั่งกรดออกมา ทำให้เกิดแผลและมีเลือดออกจำนวนมาก อุจจาระจะมีสีแดงเข้มหรือดำและมีกลิ่นคาวเลือดรุนแรง

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากคุณแม่ให้นมบุตรแล้วสังเกตเห็นเลือดปนในอุจจาระลูก ไม่ควรหยุดให้นมแม่ทันทีด้วยความตกใจ เนื่องจากนมแม่มีภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด แต่ควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อประเมินว่าอาจต้องงดอาหารกลุ่มเสี่ยง เช่น นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวในอาหารของคุณแม่ก่อนหรือไม่

อาการและสัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

การถ่ายปนเลือดในทารกบางกรณีอาจไม่รุนแรงและรักษาได้ที่บ้าน แต่มีอาการหลายอย่างที่เป็นสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ซึ่งหากพ่อแม่สังเกตเห็นอาการเหล่านี้ ควรรีบนำตัวทารกส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลทันทีโดยไม่มีข้อแม้:

  • ภาวะซึมลงอย่างเห็นได้ชัด: ปลุกตื่นยาก ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง หรือซบเซาตลอดเวลา
  • อาการร้องกวนรุนแรงเป็นพักๆ: ร้องไห้โยเยแบบไม่ทราบสาเหตุ งอขาเข้าหาหน้าอก ซึ่งเป็นสัญญาณของปวดท้องรุนแรงจากลำไส้กลืนกัน
  • อาเจียนพุ่งต่อเนื่อง: อาเจียนเป็นน้ำสีเขียวดีหรือมีเลือดปน ไม่สามารถรับประทานนมหรือน้ำได้เลย
  • สัญญาณภาวะขาดน้ำรุนแรง: ปัสสาวะไม่ออกเลยเกิน 6 ชั่วโมง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา กระหม่อมบุ๋มลึก ปากแห้ง ผิวหนังแห้งกร้าน
  • ไข้สูงร่วมด้วย: มีไข้สูงกว่า 38.5องศาเซลเซียส (ในทารกอายุน้อยกว่า 3 เดือน หากมีไข้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินต้องพบแพทย์ทันเช่นกัน)
  • อุจจาระมีเลือดออกจำนวนมาก: ถ่ายเป็นเลือดสดพุ่งออกมาปริมาณมาก หรืออุจจาระเป็นสีดำสนิทคล้ายยางมะตอย
คำแนะนำจากคุณหมอ: เพื่อความรวดเร็วในการวินิจฉัย เมื่อพาลูกไปพบแพทย์ แนะนำให้นำผ้าอ้อมที่มีอุจจาระเปื้อนเลือดติดตัวไปด้วย (หรือถ่ายรูปเก็บไว้ด้วยโทรศัพท์มือถือ) เพื่อให้กุมารแพทย์ได้ตรวจสอบลักษณะ สี และปริมาณของเลือดและอุจจาระอย่างแม่นยำ ซึ่งช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มความรวดเร็วในการรักษา

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อทารกมาพบแพทย์ด้วยอาการถ่ายปนเลือด กุมารแพทย์จะมีขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบ ดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะซักถามลักษณะอาหารที่ทารกกิน อาหารที่มารดารับประทาน (กรณีให้นมแม่) ลักษณะและปริมาณของเลือด ระยะเวลาที่เป็น อาการร่วมเช่น ไข้ อาเจียน ท้องผูก หรืออาการร้องกวน
  • การตรวจร่างกาย: แพทย์จะตรวจช่องท้องเพื่อคลำหาก้อนในท้อง ประเมินความนิ่มหรือความตึงของหน้าท้อง ฟังเสียงการทำงานของลำไส้ และตรวจบริเวณรอบทวารหนักเพื่อหาแผลปริหรือรอยโรคภายนอก
  • การตรวจอุจจาระทางห้องปฏิบัติการ (Stool Examination): เพื่อหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง เชื้อแบคทีเรีย พยาธิ และตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (Stool Occult Blood)
  • การตรวจเลือดเพิ่มเติม (Blood Tests): ในกรณีที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อรุนแรง ภาวะขาดน้ำ หรือภาวะซีดจากเสียเลือด แพทย์จะพิจารณาเจาะเลือดตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) และเกลือแร่ในร่างกาย
  • การตรวจทางรังสีวิทยา: หากสงสัยภาวะลำไส้กลืนกันหรือลำไส้อุดตัน แพทย์อาจส่งตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound) หรือเอกซเรย์ช่องท้อง ซึ่งเป็นวิธีที่มีความปลอดภัยและวินิจฉัยได้แม่นยำสูง

วิธีดูแลรักษาตามสาเหตุและความรุนแรงของโรค

การรักษาอาการถ่ายปนเลือดในทารกจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงขึ้นอยู่กับผลการวินิจฉัยของแพทย์:

  • กรณีแพ้โปรตีนนมวัว: หากกินนมผง แพทย์จะแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้สูตรนมสำหรับเด็กแพ้โปรตีนนมวัวโดยเฉพาะ (Extensively Hydrolyzed Formula หรือ Amino Acid-based Formula) และหากกินนมแม่ คุณแม่ต้องงดผลิตภัณฑ์จากนมวัว นมแพะ เนย ชีส และอาหารที่มีส่วนผสมของนมวัวอย่างเคร่งครัด
  • กรณีแผลปริที่ขวบปลายทวารหนัก: เน้นการปรับระบบขับถ่ายไม่ให้ท้องผูก โดยให้ทารกกินนมและน้ำในปริมาณที่เพียงพอ (ตามช่วงอายุ) แพทย์อาจพิจารณาให้ยาระบายชนิดอ่อนโยนที่ปลอดภัยในทารก หรือยาทาเฉพาะที่เพื่อลดอาการเจ็บและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
  • กรณีติดเชื้อทางเดินอาหาร: หากเป็นการติดเชื้อไวรัส แพทย์จะรักษาตามอาการ ให้สารน้ำเกลือแร่เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ แต่หากตรวจพบว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่รุนแรง แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม ห้ามซื้อยาฆ่าเชื้อให้ลูกรับประทานเองเด็ดขาด
  • กรณีลำไส้กลืนกันหรือภาวะฉุกเฉิน: ถือเป็นภาวะที่ต้องรักษาในโรงพยาบาลทันที แพทย์อาจทำหัตถการสวนแป้งหรือสวนลมเพื่อดันลำไส้ให้กลับเข้าที่ (Barium or Air Enema) แต่หากไม่สำเร็จหรือมีภาวะลำไส้เน่าร่วมด้วย ศัลยแพทย์เด็กจำเป็นต้องทำการผ่าตัดรักษาอย่างเร่งด่วน

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

เมื่อพบว่าลูกทารกมีอาการถ่ายปนเลือด มีข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามทางการแพทย์ที่พ่อแม่ต้องใส่ใจอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้อาการของลูกทรุดหนักลง:

  • ห้ามซื้อยาหยุดถ่ายหรือยาปฏิชีวนะให้ลูกกินเอง: ยาหยุดถ่ายอาจทำให้เชื้อโรคหรือสารพิษคั่งค้างอยู่ในลำไส้และทำให้อาการแย่ลง ส่วนยาปฏิชีวนะหากใช้ไม่ตรงกับโรคอาจทำให้เชื้อดื้อยาและเป็นอันตรายต่อทารก
  • ห้ามละเลยอาการร้องกวนผิดปกติ: หากลูกร้องไห้โยเยแบบจ้าละหวั่นเป็นพักๆ ร่วมกับถ่ายเป็นเลือด ห้ามคิดว่าเป็นแค่อาการโคลิกธรรมดาเด็ดขาด เพราะอาจเป็นสัญญาณของลำไส้กลืนกัน
  • ระวังการใช้ยาแก้ปวดลดไข้ประเภทไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือแอสไพริน (Aspirin): ในทารกที่มีเลือดออกในทางเดินอาหาร การใช้ยาเหล่านี้อาจไปกัดกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้เลือดออกมากยิ่งขึ้น ควรใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรกำหนดเท่านั้น

วิธีป้องกันและการดูแลระบบทางเดินอาหารทารกให้แข็งแรง

การป้องกันอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหารและลดความเสี่ยงของการถ่ายปนเลือด สามารถทำได้โดยการดูแลสุขภาพและสุขอนามัยเบื้องต้นดังนี้

  • สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่: นมแม่มีสารอาหารและภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้เยื่อบุผนังลำไส้ และลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในทางเดินอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • รักษาความสะอาดและสุขอนามัย: ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนเตรียม นม อาหาร หรือสัมผัสตัวทารก ล้างและนึ่งขวดนม จุกนม และอุปกรณ์ชงนมด้วยความร้อนอย่างถูกสุขลักษณะ
  • การเริ่มอาหารเสริมตามวัยอย่างเหมาะสม: สำหรับทารกอายุ 6 เดือนขึ้นไป ควรเริ่มให้อาหารเสริมทีละชนิด ทีละน้อย เพื่อสังเกตอาการแพ้ และเลือกอาหารที่ย่อยง่าย มีกากใยอาหารที่เหมาะสมเพื่อป้องกันอาการท้องผูกซึ่งเป็นสาเหตุของแผลที่ทวารหนัก
  • สังเกตปฏิกิริยาหลังการกินอาหาร: หากเริ่มอาหารชนิดใหม่แล้วทารกมีอาการถ่ายเหลว มีมูกเลือด ผื่นขึ้น หรืออาเจียน ควรหยุดอาหารชนิดนั้นทันทีและปรึกษากุมารแพทย์

บทสรุปสำหรับพ่อแม่

อาการลูกทารกถ่ายปนเลือด เกิดจากอะไร: 5 สาเหตุพบบ่อย อาการแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที เป็นเรื่องที่พ่อแม่ควรมีความรู้ความเข้าใจเพื่อรับมือได้อย่างถูกต้อง แม้บางสาเหตุเช่นแผลปริที่ขอบทวารหนักหรือการแพ้โปรตีนนมวัวจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตหากได้รับการปรับเปลี่ยนการดูแล แต่ภาวะอื่นๆ เช่น ลำไส้กลืนกัน หรือการติดเชื้อรุนแรง ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องการการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว การสังเกตลักษณะของอุจจาระ อาการร่วมที่เกิดขึ้น และการรีบพาบุตรหลานไปพบกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเมื่อพบสัญญาณเตือนอันตราย คือหนทางที่ดีที่สุดในการปกป้องสุขภาพและความปลอดภัยของลูกน้อยอันเป็นกลอยใจของครอบครัว

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down