ทำไมต้องวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกันในเด็กเล็ก
ระบบภูมิคุ้มกันของทารกแรกเกิดและเด็กเล็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโรคติดต่ออันตรายต่างๆ ที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ความพิการ หรือแม้แต่เสียชีวิต การได้รับวัคซีนตามตารางสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคจึงเป็นมาตรการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุดในการป้องกันโรค มุ่งเน้นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อเชื้อโรคแต่ละชนิดโดยไม่ต้องเผชิญกับการติดเชื้อตามธรรมชาติที่มีความเสี่ยงสูง
ตารางวัคซีนเด็กแรกเกิด - 5 ขวบ ฉีดตัวไหนจำเป็นสุดและช่วงวัยที่ต้องรับ
การบริหารวัคซีนในเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุห้าปี แบ่งออกเป็นช่วงวัยต่างๆ ตามความพร้อมของระบบภูมิคุ้มกันและการระบาดของโรค โดยแบ่งเป็นวัคซีนพื้นฐานที่ภาครัฐกำหนดและวัคซีนเสริมที่แนะนำเพิ่มเติมเพื่อการปกป้องที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น
วัคซีนช่วงแรกเกิดถึงอายุสองเดือน
ทารกแรกคลอดจะได้รับวัคซีนเข็มแรกเพื่อป้องกันโรคติดต่อที่พบบ่อยและมีความรุนแรงสูงในประเทศไทย ได้แก่ วัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG Vaccine) และวัคซีนป้องกันตับอักเสบบี (Hepatitis B Vaccine) เข็มที่หนึ่ง ต่อมาเมื่อมีอายุครบสองเดือน จะต้องได้รับวัคซีนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันชุดใหญ่ ได้แก่ วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ตับอักเสบบี โปลิโอ ชนิดฉีด และวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อฮิบ (DTaP-HBV-IPV-Hib) รวมถึงวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (Pneumococcal Conjugate Vaccine - PCV) และวัคซีนป้องกันโรคท้องร่วงจากไวรัสโรตา (Rotavirus Vaccine)
วัคซีนช่วงอายุสี่เดือนถึงหกเดือน
ในช่วงเวลานี้ ทารกจะต้องมารับวัคซีนเข็มที่สองและสามต่อเนื่องจากเดือนที่สอง เพื่อกระตุ้นระดับภูมิคุ้มกันให้อยู่ในระดับสูงและคงทน ได้แก่ วัคซีนรวมป้องกันคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ตับอักเสบบี โปลิโอ และฮิบ รวมถึงวัคซีนนิวโมคอคคัสและวัคซีนโรตาตามชนิดที่ได้รับในเข็มแรก นอกจากนี้เมื่อมีอายุครบหกเดือน จะต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) เป็นครั้งแรก และฉีดกระตุ้นซ้ำทุกปีปีละหนึ่งเข็ม
วัคซีนช่วงอายุเก้าเดือนถึงสิบสองเดือน
เมื่อเด็กเข้าสู่อายุเก้าเดือน จะเป็นช่วงเวลาของการได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (Measles-Mumps-Rubella Vaccine - MMR) เข็มที่หนึ่ง และวัคซีนป้องกันโรคไข้สุกใส (Varicella Vaccine) เริ่มให้ได้ตั้งแต่อายุสิบสองเดือนขึ้นไป รวมถึงวัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese Encephalitis Vaccine - JE)
วัคซีนช่วงอายุหนึ่งปีครึ่งถึงสองปี
เป็นช่วงวัยที่ต้องได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันครั้งสำคัญ เพื่อคงประสิทธิภาพในการป้องกันโรคระยะยาว ได้แก่ วัคซีนรวมป้องกันคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และฮิบ เข็มกระตุ้น วัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน เข็มที่สอง วัคซีนป้องกันโรคไข้สุกใสเข็มที่สอง และวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบเอ (Hepatitis A Vaccine) จำนวนสองเข็มเว้นระยะห่างกันหกเดือน
วัคซีนช่วงอายุสี่ปีถึงหกปี
ก่อนเข้าสู่โรงเรียน เด็กจะต้องได้รับวัคซีนกระตุ้นเพื่อเตรียมความพร้อมสู่สังคมภายนอก ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และโปลิโอ เข็มกระตุ้น เพื่อให้มั่นใจว่าระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคเหล่านี้ยังคงมีปริมาณมากพอที่จะป้องกันการติดเชื้อได้ตลอดวัยเรียน
ประเภทของวัคซีนและความจำเป็นทางการแพทย์
วัคซีนในเด็กแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ วัคซีนพื้นฐาน (National Immunization Program) ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจัดให้เด็กไทยทุกคนได้รับฟรี และวัคซีนทางเลือกหรือวัคซีนเสริม ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กันในการป้องกันโรคติดเชื้อที่มีความรุนแรง เช่น วัคซีนนิวโมคอคคัสที่ป้องกันโรคปอดบวมและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ วัคซีนโรตาที่ป้องกันท้องร่วงรุนแรงในเด็กเล็ก และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ช่วยลดอัตราการนอนโรงพยาบาลจากภาวะแทรกซ้อนทางเดินหายใจ
อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังการรับวัคซีนและการดูแล
หลังการได้รับวัคซีน เด็กอาจมีอาการข้างเคียงเฉพาะที่หรืออาการทั่วไป ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของระบบภูมิคุ้มกันที่กำลังตอบสนองต่อตัววัคซีน โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้ต่ำ ปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด งอแง หรือซึมเล็กน้อย อาการเหล่านี้มักจะดีขึ้นและหายได้เองภายในสองถึงสามวัน
- ประคบเย็นบริเวณที่ฉีดวัคซีนในช่วงยี่สิบสี่ชั่วโมงแรกเพื่อลดอาการบวมและปวด
- หากมีไข้สูง สามารถให้รับประทานยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำอย่างเคร่งครัด
- เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกายในเด็กที่มีไข้
- สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีผื่นขึ้นทั่วตัว หายใจลำบาก หรือร้องกวนไม่หยุดนานผิดปกติ ให้รีบพามาพบแพทย์ทันที
สัญญาณอันตรายหลังรับวัคซีนที่ต้องมาพบแพทย์ทันที
แม้ว่าวัคซีนจะมีความปลอดภัยสูง แต่ในเด็กบางรายอาจเกิดปฏิกิริยาแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) หรือภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างเร่งด่วน ผู้ปกครองต้องสังเกตสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด
- มีไข้สูงมากกว่าสามสิบเก้าองศาเซลเซียส หรือไข้ไม่ลดลงเลยหลังให้ยาลดไข้
- มีอาการชักเกร็ง ตาค้าง หรือหมดสติ
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจมีเสียงดัง หรือหน้าอกบุ๋มขณะหายใจ
- มีผื่นลมพิษกระจายทั่วตัว บวมบริเวณใบหน้า เปลือกตา หรือริมฝีปาก
- อาเจียนพุ่งอย่างต่อเนื่อง ซึมมาก ไม่ยอมดูดนม หรือไม่สามารถปลุกให้ตื่นได้
การเตรียมตัวและการปฏิบัติตามนัดหมายของแพทย์
การมารับวัคซีนตามนัดหมายตรงเวลาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เด็กได้รับภูมิคุ้มกันต่อเนื่องตามเกณฑ์ หากเด็กมีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน เช่น มีไข้สูง ไอมาก ท้องเสียรุนแรง ควรอปรึกษากุมารแพทย์เพื่อพิจารณาเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปจนกว่าเด็กจะหายเป็นปกติ แต่ไม่ต้องเริ่มนัดฉีดเข็มแรกใหม่ สามารถมารับต่อจากเข็มเดิมได้เลย