ทำไมต้องวัคซีนในเด็กแรกเกิดถึง 5 ขวบ เกราะป้องกันโรคที่พ่อแม่ต้องรู้
ในช่วงวัยแรกเกิดจนถึง 5 ขวบ ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโรคอันตรายต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและชีวิตของลูกน้อย การได้รับวัคซีนตามกำหนดจึงเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเฉพาะโรค ช่วยลดความรุนแรงของอาการ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในสังคม ข้อมูลจากสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยระบุชัดเจนว่า การฉีดวัคซีนตามโปรแกรมมาตรฐานสามารถป้องกันการเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อในวัยเด็กได้มากกว่าร้อยละเก้าสิบ
เด็กแรกเกิดถึง 5 ขวบต้องฉีดวัคซีนอะไรบ้าง ตารางวัคซีนจำเป็นตามช่วงวัย
การบริหารวัคซีนในเด็กเล็กถูกออกแบบมาตามช่วงอายุที่ระบบภูมิคุ้มกันพร้อมรับและตอบสนองได้ดีที่สุด โดยแบ่งตามช่วงวัยสำคัญดังนี้
วัคซีนช่วงแรกเกิดถึง 2 เดือน
- วัคซีนบีซีจี (BCG Vaccine): ป้องกันโรควัณโรค ฉีดที่ผิวหนังบริเวณต้นแขน
- วัคซีนตับอักเสบบี (Hepatitis B Vaccine - เข็มที่ 1): ป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี
วัคซีนช่วง 2 เดือนถึง 6 เดือน
- วัคซีนรวมคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ตับอักเสบบี และโปลิโอ (DTaP-HBV-IPV Vaccine): ป้องกัน 5 โรคร้ายแรงในเข็มเดียว
- วัคซีนฮิป (Hib Vaccine): ป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรียฮิป
- วัคซีนโรตา (Rotavirus Vaccine): ชนิดหยอด ป้องกันโรคท้องร่วงรุนแรงจากเชื้อไวรัสโรตา
- วัคซีนนิวโมคอคคัส (Pneumococcal Vaccine - PCV): ป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส เช่น ปอดบวม และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
วัคซีนช่วง 9 เดือนถึง 1 ปี
- วัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน คางทูม (MMR Vaccine - เข็มที่ 1)
- วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี (JE Vaccine): ป้องกันโรคไข้สมองอักเสบจากยุง
- วัคซีนอีสุกอีใส (Varicella Vaccine): เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป
วัคซีนช่วง 1 ปีครึ่งถึง 5 ปี
- วัคซีนรวมคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และโปลิโอ (เข็มกระตุ้น)
- วัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน คางทูม (MMR Vaccine - เข็มที่ 2)
- วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี (เข็มกระตุ้น)
- วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): ฉีดกระตุ้นปีละ 1 ครั้งต่อเนื่องทุกปีจนถึงอายุ 5 ขวบ
วิธีเตรียมตัวก่อนและหลังฉีดวัคซีนให้ลูกน้อย
การเตรียมความพร้อมที่ดีช่วยลดความวิตกกังวลของเด็กและช่วยให้กระบวนการฉีดวัคซีนเป็นไปอย่างราบรื่น ผู้ปกครองควรปฏิบัติตามแนวทางทางการแพทย์ดังนี้
- เตรียมสุขภาพร่างกายของเด็กให้พร้อม นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในคืนก่อนวันนัด
- อธิบายให้เด็กโตเข้าใจด้วยเหตุผลเชิงบวก ไม่ควรขู่หรือโกหกเกี่ยวกับการฉีดยา
- เตรียมเสื้อผ้าที่สวมื่อง่าย สะดวกต่อการเปิดบริเวณต้นแขนหรือหน้าขาเพื่อฉีดวัคซีน
- เตรียมยาพาราเซตามอลสำหรับเด็ก (Paracetamol Syrup) ตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อใช้ลดไข้หลังฉีดวัคซีน
อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังฉีดวัคซีนและการดูแลที่บ้าน
หลังการได้รับวัคซีน เด็กอาจมีอาการข้างเคียงเล็กน้อยซึ่งเป็นกระบวนการปกติที่ร่างกายกำลังสร้างภูมิคุ้มกัน อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ มีไข้ต่ำ ปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด และมีอาการงอแงซึมเล็กน้อย
- หากมีอาการบวมแดงที่รอยฉีด ให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นประคบเบาๆ ในช่วงยี่สิบสี่ชั่วโมงแรก
- หากเด็กมีไข้สูง สามารถให้รับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดยาที่คำนวณจากน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด
- ให้เด็กดื่มน้ำอุ่นหรือนมให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
สัญญาณอันตรายหลังฉีดวัคซีนที่ต้องพบแพทย์ทันที
แม้ว่าวัคซีนจะมีมาตรฐานความปลอดภัยสูงมาก แต่ในบางกรณีอาจเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) หรืออาการแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์โดยด่วน ผู้ปกครองต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดภายในสี่สิบแปดชั่วโมงแรก
- มีผื่นลมพิษกระจายทั่วตัว หน้าบวม ปากบวม หรือตาบวม
- หายใจมีเสียงวี๊ด หายใจลำบาก หายใจหอบเหนื่อย หรือหน้าอกบุ๋ม
- มีไข้สูงเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียสและไม่ยอมลดลงแม้จะเช็ดตัวและให้ยาลดไข้
- เด็กซึมมาก ปลุกไม่ค่อยตื่น ร้องกวนต่อเนื่องนานผิดปกติโดยไม่สามารถปลอบให้สงบได้
- มีอาการชักเกร็ง ตาเหลือก หรือหมดสติ
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาวนอกเหนือจากวัคซีน
การฉีดวัคซีนเป็นหัวใจสำคัญ แต่การดูแลสุขภาพรอบด้านร่วมด้วยจะช่วยเสริมเกราะป้องกันให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์
- สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียวๆ อย่างน้อยหกเดือนแรก เพื่อรับภูมิคุ้มกันธรรมชาติที่มีประโยชน์สูงสุด
- ส่งเสริมโภชนาการที่ครบถ้วนตามหลักโภชนศาสตร์ในเด็กวัยเติบโต เน้นผัก ผลไม้ และอาหารที่มีวิตามินสูง
- ฝึกสุขอนามัยที่ดี เช่น การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์
- หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจ