ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เปิดเทอมทีไรลูกป่วยทุกที: 5 โรคฮิตในโรงเรียนที่พ่อแม่ต้องระวังและวิธีรับมือ

ช่วงเวลาเปิดเทอมถือเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ จะได้กลับไปพบเพื่อนฝูงและคุณครู ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่หลายท่านต้องกุมขมับเพราะลูกน้อยมักจะเจ็บป่วยบ่อยครั้งเมื่อต้องกลับไปใช้ชีวิตในโรงเรียน การที่เด็กอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนจำนวนมากในห้องเรียนปรับอากาศที่มีการถ่ายเทอากาศจำกัด ทำให้เชื้อโรคติดต่อแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผมพบว่าปัญหาลูกป่วยหลังเปิดเทอมเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยที่สุด และสร้างความกังวลใจให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก บทความฉบับนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ 5 โรคฮิตในโรงเรียน สาเหตุ อาการ แนวทางการรักษาที่ถูกต้อง และวิธีป้องกันอย่างครอบคลุม เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เตรียมรับมือได้อย่างมั่นใจ

ภาพรวมปัญหาสุขภาพเด็กวัยเรียนและกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กๆ ในวัยเรียน โดยเฉพาะเด็กเล็กในระดับชั้นเตรียมอนุบาลและอนุบาล ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ความสามารถในการต่อ 0 สู้กับเชื้อโรคแปลกปลอมยังต่ำกว่าผู้ใหญ่ นอกจากนี้ พฤติกรรมของเด็กในวัยนี้ยังชอบสัมผัสสิ่งของร่วมกัน ขยี้ตา แคะจมูก และอมนิ้วมือ ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการรับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย โรคติดต่อในโรงเรียนส่วนใหญ่จึงแพร่กระจายผ่านทางระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Droplets) และการสัมผัสสารคัดหลั่ง (Contact Transmission) หากเด็กคนใดคนหนึ่งป่วยแล้วมาโรงเรียน ก็อาจกลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อให้เพื่อนๆ ทั้งห้องได้อย่างง่ายดาย

1. โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza): ภัยเงียบที่มากับฤดูกาลและห้องเรียนแอร์

โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ที่พบบ่อยและมีความรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา (Common Cold) สามารถพบการระบาดได้ตลอดปีแต่มักจะพบมากในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงและช่วงเปิดเทอม เชื้อไวรัสนี้ติดต่อได้ง่ายมากผ่านการไอ จาม หรือสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่

อาการสำคัญและระยะของโรคไข้หวัดใหญ่

เด็กที่ติดเชื้อจะมีอาการไข้สูงฉับพลัน (มักเกิน 38.5 องศาเซลเซียส) ร่วมกับอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง อ่อนเพลียมาก มีอาการไอแห้งๆ เจ็บคอ น้ำมูกไหล และบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก อาการไข้มักจะเป็นอยู่ประมาณ 3 ถึง 5 วัน และอาจมีอาการอ่อนเพลียต่อเนื่องได้อีกสัปดาห์

วิธีรักษาและการดูแลที่บ้าน

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่เน้นการรักษาตามอาการ หากได้รับวินิจฉัยในระยะเริ่มต้น (ภายใน 48 ชั่วโมงแรก) แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs) เช่น โอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) เพื่อช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของโรค สำหรับการดูแลที่บ้าน ให้เช็ดตัวลดไข้เป็นระยะ ให้เด็กดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำเกลือแร่บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และรับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีรับประทานยาแอสไพริน (Aspirin) เด็ดขาด เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye Syndrome) ซึ่งอาจทำให้สมองและตับได้รับความเสียหายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ควรใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดน้ำหนักตัวที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำเท่านั้น

2. โรคมือ เท้า ปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease): โรคยอดฮิตในเด็กเล็กวัยอนุบาล

โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enteroviruses) เช่น คอกซากีไวรัส (Coxsackievirus) และเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) มักพบระบาดในกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ติดเชื้อได้ง่ายจากการสัมผัสสารคัดหลั่ง น้ำลาย น้ำมูก หรืออุจจาระของผู้ป่วย ผ่านทางของเล่นหรือ1ภาชนะร่วมกัน

อาการและสัญญาณเตือนของโรคมือ เท้า ปาก

อาการเริ่มต้นมักมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เจ็บปากและคอ 1-2 วันต่อมาจะเริ่มมีตุ่มน้ำใสเกิดขึ้นบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และแผลในปากบริเวณกระพุ้งแก้มและลิ้น ซึ่งทำให้เด็กเจ็บเวลาเคี้ยวอาหารและกลืนน้ำ จนส่งผลให้เด็กไม่ยอมกินอะไรเลย พ่อแม่ต้องคอยสังเกตตุ่มน้ำเหล่านี้อย่างใกล้ชิด

วิธีรักษาและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

การรักษาเป็นไปตามอาการ เนื่องจากยังไม่มีonยาเฉพาะเจาะจงสำหรับฆ่าเชื้อไวรัสนี้ สิ่งสำคัญคือการป้องกันภาวะขาดน้ำโดยให้เด็กจิบน้ำบ่อยๆ อาหารควรเป็นอาหารเหลวหรืออาหารอ่อนที่มีรสชาติไม่จัดและไม่ร้อน เช่น โจ๊กอุ่นๆ นมเย็น หรือไอศกรีมเพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บแผลในปาก

คำแนะนำจากคุณหมอ: หากเด็กมีไข้สูง ซึมลง หอบเหนื่อย หรืออาเจียนมากตลอดเวลา ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อไวรัสลงสู่ก้านสมอง ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนอันตรายที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างเร่งด่วน

3. โรคติดเชื้ออาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus: RSV): อันตรายใกล้ตัวที่ต้องระวังในเด็กเล็ก

ไวรัสอาร์เอสวี (RSV) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นโรคที่สร้างความหวาดกลัวให้พ่อแม่ทุกครั้งที่เปิดเทอม โดยเฉพาะในเด็กทารกและเด็กเล็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด หรือโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เชื้อนี้ติดต่อผ่านการสัมผัสละอองฝอยจากการไอจาม และการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคอยู่

อาการระยะเริ่มแรกจนถึงระยะลุกลาม

อาการในระยะแรกจะคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา คือ มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล แต่เชื้อ RSV มีความจำเพาะในการสร้างเสมหะปริมาณมาก ทำให้เด็กที่มีหลอดลมขนาดเล็กเกิดอาการหลอดลมตีบ หรือปอดอักเสบตามมา อาการเด่นชัดที่ต้องระวังคือ อาการไอถี่รุนแรง หายใจมีเสียงครืดคราด หายใจเร็วกว่าปกติ หรือหายใจลำบาก

สัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องพบแพทย์ทันที

  • หายใจหอบเหนื่อยจนชายโครงบุ๋ม หรืออกบุ๋ม
  • ริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้าเขียวคล้ำ (Cyanosis)
  • ซึมลง ไม่ตอบสนอง หรือปลุกตื่นยาก
  • ปฏิเสธการดื่มนมและน้ำติดต่อกันหลายชั่วโมงจนปัสสาวะน้อยลง

4. โรคท้องร่วงเฉียบพลันและโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร (Acute Gastroenteritis)

การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาด รวมถึงการที่เด็กหยิบจับสิ่งสกปรกเข้าปากที่โรงเรียน เป็นสาเหตุหลักของโรคท้องร่วงเฉียบพลัน เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ได้แก่ เชื้อไวรัสโรตา (Rotavirus) และเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ที่ปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำดื่ม

อาการสำคัญและการประเมินภาวะขาดน้ำ

เด็กจะมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำมากกว่า 3 ครั้งขึ้นไปใน 24 ชั่วโมง หรือมีอาการอาเจียนร่วมด้วย มีไข้ และปวดท้อง สิ่งที่อันตรายที่สุดคือภาวะขาดน้ำ (Dehydration) ซึ่งสังเกตได้จากเด็กจะปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่มีปัสสาวะเลยนานกว่า 6 ชั่วโมง และซึมลง

วิธีรักษาและการให้สารน้ำที่ถูกต้อง

การรักษาหลักคือการชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป โดยการให้ดื่มสารน้ำเกลือแร่ (Oral Rehydration Salts: ORS) จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง ห้ามให้เด็กดื่มน้ำเปล่าบริสุทธิ์ปริมาณมากๆ ในคราวเดียวเพราะอาจทำให้เกลือแร่ในเลือดต่ำลงได้ หากอาเจียนมากจนไม่สามารถดื่มน้ำได้เลย จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลเพื่อรับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ

5. โรคไข้หวัดธรรมดาและการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน (Common Cold & URI)

แม้จะเป็นโรคที่ไม่รุนแรง แต่โรคไข้หวัดธรรมดาก็เป็นโรคอันดับหนึ่งที่ทำให้เด็กต้องลาหยุดเรียนบ่อยที่สุด เกิดจากการติดเชื้อไวรัสมากกว่า 200 ชนิด โดยไวรัสที่พบบ่อยที่สุดคือไรโนไวรัส (Rhinovirus) ติดต่อได้ง่ายจากการไอ จาม และการสัมผัสสิ่งของร่วมกันในโรงเรียน

อาการและการดูแลรักษาตามอาการ

เด็กจะมีอาการน้ำมูกใส ไอบ่อย เจ็บคอ คัดจมูก และมีไข้ต่ำๆ อาการมักจะเป็นมากในช่วง 2 ถึง 3 วันแรก และค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ การรักษาเน้นการดูแลตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้พาราเซตามอล การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเพื่อช่วยละลายน้ำมูก และการพักผ่อนให้เพียงพอ

ข้อควรระวังสำคัญ: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics หรือที่เรียกกันติดปากว่ายาฆ่าเชื้อ) ให้เด็กรับประทานเองเด็ดขาดเมื่อเป็นโรคไข้หวัด เนื่องจากโรคไข้หวัดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่มีฤทธิ์ในการรักษา การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อไม่เพียงแต่ไม่ได้ผล แต่ยังส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยา ซึ่งเป็นอันตรายในระยะยาว

วิธีวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อพาเด็กมาพบกุมารแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งประวัติการเจ็บป่วย ประวัติการรับวัคซีน และประวัติการไปโรงเรียน ร่วมกับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด หากสงสัยโรคเฉพาะทาง แพทย์อาจพิจารณาตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เช่น การทำชุดตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และไวรัส RSV จากโพรงจมูก (Rapid Antigen Test) การตรวจเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดขาว หรือการเอกซเรย์ปอดในรายที่มีอาการปอดอักเสบ

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการเจ็บป่วยของลูกน้อยในวัยเรียนที่ดีที่สุดคือการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันทั้งจากภายในและภายนอก มีแนวปฏิบัติสำคัญดังนี้

  • การรับวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกัน: พาบุตรหลานไปรับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี และพิจารณาฉีดวัคซีนเสริมอื่นๆ เช่น วัคซีนป้องกันโรคโรตา และวัคซีนป้องกันโรคไอเมงโกคอกคัส ตามคำแนะนำของกุมารแพทย์
  • ฝึกสุขอนามัยส่วนบุคคล: สอนให้เด็ก ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำนานอย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • สวมหน้ากากอนามัย: ในช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ ควรฝึกให้เด็กสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชนหรือห้องเรียน
  • โภชนาการที่ครบถ้วน: จัดเตรียมอาหารที่มีสารอาหารครบ 5 หมู่ เน้นผักและผลไม้ที่มีวิตามินสูงเพื่อช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • การพักผ่อนที่เพียงพอ: ให้เด็กนอนหลับพักผ่อนให้สนิทในเวลากลางคืน เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมและสร้างภูมิคุ้มกันอย่างเต็มที่

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลในการรับมือเมื่อลูกป่วย

เพื่อให้พ่อแม่สามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเมื่อลูกรักเจ็บป่วย ขอให้ยึดแนวทางปฏิบัติจากเช็คลิสต์ด้านล่างนี้

  • สังเกตอาการป่วยตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม และวัดไข้ด้วยปรอทวัดไข้อย่างสม่ำเสมอ
  • ดูแลให้เด็กดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำเกลือแร่ ORS บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • ให้รับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง และห้ามใช้ยาแอสไพริน
  • เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องอย่างถูกวิธีเพื่อช่วยระบายความร้อน
  • แยกของใช้ส่วนตัวของเด็กป่วยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนอื่นในครอบครัว
  • รีบพาไปพบแพทย์ทันทีหากพบสัญญาณอันตราย Red Flags เช่น ไข้สูงเกิน 3 วัน หอบเหนื่อย ซึมลง หรืออาเจียนตลอดเวลา
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down