ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เจาะลึกวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ vs 3 สายพันธุ์: ทางเลือกเพื่อภูมิคุ้มกันที่ครอบคลุมกว่า

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจที่เกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี แต่จะแพร่ระบาดอย่างรุนแรงในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เชื้อไวรัสนี้มีความสามารถในการกลายพันธุ์สูงมากในแต่ละปี ทำให้องค์การอนามัยโลก (WHO) ต้องติดตามสายพันธุ์ที่กำลังระบาดและอัปสูตรวัคซีนเป็นประจำ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่จึงเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดความรุนแรงของโรค การนอนโรงพยาบาล และอัตราการเสียชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็กที่มีระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง

ในปัจจุบัน วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่มีให้เลือกหลักๆ 2 ชนิด คือ ชนิด 3 สายพันธุ์ (Trivalent Influenza Vaccine) และชนิด 4 สายพันธุ์ (Quadrivalent Influenza Vaccine) โดยวัคซีนชนิด 3 สายพันธุ์จะประกอบด้วยเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ (Influenza A) 2 สายพันธุ์ และชนิดบี (Influenza B) 1 สายพันธุ์ ในขณะที่วัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ได้รับการพัฒนาให้ครอบคลุมเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดบีเพิ่มขึ้นอีก 1 สายพันธุ์ รวมเป็นชนิดเอ 2 สายพันธุ์ และชนิดบี 2 สายพันธุ์ ซึ่งครอบคลุมสายพันธุ์บีทั้งสองตระกูลหลัก (Victoria lineage และ Yamagata lineage) ที่มักสลับกันระบาดในชุมชน

คำแนะนำจากคุณหมอ: ปัจจุบันองค์กรแพทย์ทั่วโลกและกระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ใช้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์เป็นหลัก เนื่องจากให้ความคุ้มครองที่กว้างกว่า ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อสายพันธุ์บีที่อาจเล็ดลอดจากการใช้วัคซีน 3 สายพันธุ์ และมีความปลอดภัยสูงไม่แพ้กัน

กลไกการแพร่ระบาดและสาเหตุของโรคไข้หวัดใหญ่

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ติดต่อผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการพูดคุยในระยะประชิด รวมถึงการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้วนำมือมาสัมผัสตา จมูก หรือปาก เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายและเริ่มทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนต้นและส่วนล่าง ส่งผลให้เกิดอาการอักเสบ บวม และมีสารหน่วงคั่งในปอด ในเด็กเล็ก หลอดลมยังมีขนาดเล็ก ทำให้เมื่อเกิดการอักเสบและมีเสมหะ จะเกิดอาการหายใจลำบาก หอบเหนื่อย หรือมีเสียงวี๊ดได้อย่างรวดเร็ว

อาการสำคัญและการดำเนินโรค

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่จะต่างจากไข้หวัดธรรมดา (Common Cold) อย่างสิ้นเชิง โดยมักจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและมีความรุนแรงมากกว่า ระยะฟักตัวอยู่ที่ประมาณ 1 ถึง 4 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงลอย ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ อ่อนเพลียอย่างมาก เจ็บคอ ไอแห้ง และมีน้ำมูก ในเด็กเล็กอาจมีอาการอาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย หากระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี อาการจะเริ่มดีขึ้นภายใน 5 ถึง 7 วัน แต่ในกลุ่มเสี่ยง อาการอาจลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงตามมา

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ภาวะวิกฤตที่ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด

ในฐานะแพทย์ สิ่งที่ต้องเน้นย้ำกับพ่อแม่และผู้ดูแลเสมอคือ การสังเกตสัญญาณเตือนอันตรายขั้นวิกฤต ซึ่งหากพบอาการเหล่านี้ ห้ามรอดูอาการที่บ้านหรือรอให้ไข้ลดเองเด็ดขาด ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที

  • ไข้สูงไม่ยอมลด: มีไข้สูงเกิน 39 ถึง 40 องศาเซลเซียส และกินยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลดลง หรือไข้กลับมาสูงอีกหลังหมดฤทธิ์ยาติดต่อกันเกิน 3 วัน
  • หายใจผิดปกติ: หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็วแรง ปีกจมูกบาน เวลาหายใจมีหน้าอกบุ๋มหรือท้องบุ๋ม หรือมีเสียงหายใจผิดปกติ
  • ภาวะซึมและหมดสติ: เด็กซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา ไม่เล่น ไม่ส่งเสียง หรือมีอาการชักจากไข้สูง
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะมีสีเข้มจัดติดต่อกันนานหลายชั่วโมง หรือทารกไม่ยอมดื่มนมและน้ำเลย
  • ตัวเขียวปลายมือปลายเท้า: ริมฝีปากหรือเล็บมือเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ ซึ่งแสดงถึงภาวะพร่องออกซิเจนในเลือดอย่างรุนแรง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามให้เด็กหรือผู้ป่วยกินยาแอสไพริน (Aspirin) เพื่อลดไข้เด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งเป็นภาวะตับและสมองอักเสบรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ควรใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้องเท่านั้น (10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง)

ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ต้องระวัง

หากปล่อยให้ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงรักษาตัวอยู่ที่บ้านโดยไม่พบแพทย์ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้แก่ ปอดอักเสบติดเชื้อซ้ำจากแบคทีเรีย (Bacterial Pneumonia) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) การอักเสบของกล้ามเนื้อลายรุนแรง สมองอักเสบ (Encephalitis) หรือภาวะล้มเหลวของอวัยวะหลายระบบ (Multi-organ Failure) ซึ่งต้องได้รับการดูแลรักษาในห้องไอซียูโดยแพทย์เฉพาะทางอย่างใกล้ชิด

วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจพิจารณาตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เช่น การป้ายสารคัดหลั่งจากโพรงจมูกเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ด้วยชุดตรวจเร่งด่วน (Rapid Influenza Diagnostic Test) การเจาะเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดขาวและภาวะการอักเสบ รวมถึงการเอกซเรย์ปอดเพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบ

ในส่วนของการรักษา หากผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมาพบแพทย์ภายใน 48 ชั่วโมงแรกที่มีอาการ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs) เช่น โอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) เพื่อลดความรุนแรงและย่นระยะเวลาของโรค พร้อมกับการรักษาตามอาการ เช่น การให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำในรายที่มีภาวะขาดน้ำ และการพ่นยาขยายหลอดลมในรายที่มีอาการหลอดลมตีบเกร็ง

วิธีดูแลรักษาและพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธีเมื่ออาการไม่รุนแรง

สำหรับผู้ป่วยที่แพทย์วินิจฉัยว่าสามารถกลับมาพักฟื้นที่บ้านได้ การดูแลตามหลักการแพทย์ที่ถูกต้องจะช่วยให้อาการดีขึ้นเร็ว:

  • การเช็ดตัวลดไข้: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาด เช็ดบริเวณหน้า ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ เพื่อช่วยระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัวเด็ดขาด
  • การดื่มน้ำและสารเกลือแร่: ให้ดื่มน้ำอุ่นหรือสารละลายเกลือแร่ (ORS) บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้ชุ่มคอ
  • การรับประทานอาหาร: เลือกทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปอุ่นๆ ที่มีสารอาหารครบถ้วน
  • การแยกตัวและสวมหน้ากาก: เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้สมาชิกคนอื่นในครอบครัว

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากภูมิคุ้มกันจากวัคซีนจะค่อยๆ ลดลงตามกาลเวลา และเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาด และสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องออกนอกบ้าน

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down