ทำไมต้องโรคไข้หวัดใหญ่และความแตกต่างของสายพันธุ์วัคซีน
โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งมีการแพร่ระบาดตามฤดูกาลและสร้างความกังวลใจให้แก่คุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแลเป็นอย่างมาก เนื่องจากโรคนี้สามารถติดต่อกันได้อย่างรวดเร็วผ่านทางการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่ง วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ vs 3 จึงเป็นประเด็นสำคัญที่แพทย์มักได้รับคำถามอยู่เสมอในทุกๆ ปีที่มีการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรค
ในอดีตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่จะเป็นชนิด 3 สายพันธุ์ (Trivalent Vaccine) ซึ่งครอบคลุมเชื้อไวรัสชนิดเอ (Influenza A) สองสายพันธุ์ และชนิดบี (Influenza B) หนึ่งสายพันธุ์ ต่อมาองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้พบว่าสายพันธุ์ของไวรัสชนิดบีมีการแพร่ระบาดถึงสองสายพันธุ์หลักพร้อมกัน คือสายพันธุ์Victoria และสายพันธุ์Yamagata จึงได้พัฒนามาเป็นวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ (Quadrivalent Vaccine) ซึ่งเพิ่มการคุ้มครองเชื้อไวรัสชนิดบีใหม่อีกหนึ่งสายพันธุ์ ทำให้ครอบคลุมการระบาดได้กว้างขวางและมีประสิทธิภาพในการป้องกันที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อเกิดการติดเชื้อ
การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในคนทั่วไปอาจมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว และหายได้เองภายในหนึ่งสัปดาห์ แต่ในกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่ม เชื้อไวรัสอาจลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ปอดอักเสบ (Pneumonia) หูชั้นกลางอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรืออาการทางระบบประสาท กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ประกอบด้วย:
- เด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะเด็กทารกอายุน้อยกว่า 2 ปี
- ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือโรคไตเรื้อรัง
- หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป
- ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคอ้วน
สาเหตุและกลไกการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลักๆ คือ เอ บี และซี โดยสายพันธุ์เอและบีเป็นสาเหตุหลักของการระบาดตามฤดูกาล เชื้อนี้มีความสามารถในการกลายพันธุ์เล็กน้อยอยู่ตลอดเวลา ทำให้ในแต่ละปีภูมิคุ้มกันที่เราเคยมีอาจไม่เพียงพอที่จะป้องกันสายพันธุ์ใหม่ได้ นี่จึงเป็นเหตุผลทางการแพทย์ที่ทุกคนควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ซ้ำเป็นประจำทุกปี
เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุจมูก ตา หรือปาก เมื่อเราหายใจเอาละอองฝอยจากการไอหรือจามของผู้ติดเชื้อเข้าไป หรือไปสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้วนำมาจับใบหน้า ระยะฟักตัวของโรคสั้นมากเพียงประมาณ 1 ถึง 4 วันเท่านั้น ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ตั้งแต่ก่อนแสดงอาการและต่อเนื่องไปจนถึงเจ็ดวันหลังเริ่มป่วย
อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินของโรค
อาการของไข้หวัดใหญ่มักเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและมีความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดา (Common Cold) อย่างเห็นได้ชัด ผู้ป่วยจะมีอาการตามลำดับดังนี้:
- ระยะเริ่มแรก: มีไข้สูงฉับพลัน (38 ถึง 40 องศาเซลเซียส) หนาสั่น ปวดศีรษะอย่างรุนแรง และอ่อนเพลียมาก
- ระยะแสดงอาการเด่นชัด: มีอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อทั่วร่างกาย เจ็บคอ ไอแห้งๆ คัดจมูก น้ำมูกไหล และบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
- ระยะฟื้นตัว: อาการไข้และอาการปวดเมื่อยจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 3 ถึง 5 วัน แต่อาการอ่อนเพลียและอาการไออาจหลงเหลืออยู่ได้นานถึง 2 สัปดาห์
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที
- ไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วัน หรือไข้กลับมาสูงอีกครั้งหลังจากที่เคยลดไปแล้ว
- มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หน้าอกบุ๋ม หรือริมฝีปากและปลายนิ้วมีสีเขียวคล้ำ
- ซึมลง ปลุกตื่นยาก สับสน หรือมีอาการชักจากไข้สูง
- รับประทานอาหารหรือดื่มนม/น้ำไม่ได้เลย จนเกิดภาวะขาดน้ำ เช่น ปัสสาวะน้อยลง ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา
วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์
เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด หากอยู่ในช่วงการระบาดหรือมีอาการเข้าข่าย แพทย์อาจพิจารณาทำการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วยชุดตรวจคัดกรองอย่างรวดเร็ว (Rapid Influenza Diagnostic Test) โดยการ Swab สารคัดหลั่งจากโพรงจมูก เพื่อยืนยันชนิดของเชื้อไวรัส
สำหรับการรักษา ในกรณีที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน แพทย์จะทำการรักษาตามอาการ (Symptomatic Treatment) ร่วมกับการให้ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs) เช่น Oseltamivir ซึ่งหากได้รับประทานภายใน 48 ชั่วโมงแรกที่มีอาการ จะช่วยลดความรุนแรงและย่นระยะเวลาการป่วยให้สั้นลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีดูแลรักษาและพยาบาลเบื้องต้นที่บ้านอย่างถูกวิธี
การเช็ดตัวลดไข้ควรใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเล็กน้อย (Tepid Sponge) เช็ดบริเวณหน้า ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย หลีกเลี่ยงการใช้น้ำเย็นจัดเพราะอาจทำให้เกิดอาการหนาฃสั่นและไข้สูงขึ้นกว่าเดิมได้
การให้สารน้ำอย่างเพียงพอเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรให้ผู้ป่วยจิบน้ำเกลือแร่ (ORS) น้ำเปล่าอุ่นๆ หรือนมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะอ่อนตัวลงขับออกได้ง่ายขึ้น สำหรับอาหารควรเลือกรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้มซุปกระดูกหมูอุ่นๆ ที่มีสารอาหารครบถ้วน
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่
การให้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ต้องคำนวณขนาดยาให้ถูกต้องตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วยเสมอ (ขนาดมาตรฐานคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการไข้) และห้ามให้ยาเกินขนาด
ข้อห้ามเด็ดขาด: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กที่มีไข้จากไวรัสเด็ดขาด เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการรายน์ซินโดรม (Reye's Syndrome) ซึ่งทำให้เกิดภาวะสมองบวมและตับวายที่เป็นอันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้ ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเองโดยไม่ได้รับคำสั่งจากแพทย์ เนื่องจากไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษาและอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปีถือเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาล สำหรับคำถามเรื่องวัคซีน 4 สายพันธุ์ vs 3 ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกและกระทรวงสาธารณสุขได้แนะนำให้ใช้วัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์เป็นหลัก เนื่องจากครอบคลุมสายพันธุ์ได้กว้างกว่า
ควบคู่ไปกับการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน และการหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไอจาม เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส