ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจความสำคัญของโรคไข้หวัดใหญ่และภัยเงียบใกล้ตัว

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งมีความรุนแรงและแพร่ระบาดได้ง่ายกว่าไข้หวัดธรรมดา (Common Cold) ทั่วไป เชื้อไวรัสนี้มีการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเดิมของร่างกายไม่สามารถจดจำหรือป้องกันสายพันธุ์ใหม่ที่อุบัติขึ้นได้ ในประเทศไทยโรคนี้สามารถพบได้ตลอดทั้งปีโดยมักจะระบาดหนักในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว การแพร่กระจายเชื้อเกิดขึ้นผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษเนื่องจากอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ได้แก่ เด็กเล็กโดยเฉพาะทารกอายุต่ำกว่า 2 ปี หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไตวาย รวมถึงผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยและอันตราย ได้แก่ ปอดอักเสบติดเชื้อ (Pneumonia) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด และการกำเริบของโรคประจำตัวจนต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่

ไวรัสไข้หวัดใหญ่แบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลักที่สำคัญในมนุษย์ คือ สายพันธุ์เอ (Influenza A) และสายพันธุ์บี (Influenza B) โดยสายพันธุ์เอมักเป็นสาเหตุของการระบาดใหญ่ทั่วโลก (Pandemic) และมีความรุนแรงสูง แบ่งย่อยออกเป็นสายพันธุ์ย่อยตามโปรตีนที่ผิวเซลล์ เช่น เอชวันเอ็นวัน (H1N1) และเอชทรีเอ็นทู (H3N2) ในขณะที่สายพันธุ์บีมักพบการระบาดในชุมชนและกลุ่มเด็ก แบ่งเป็นสองตระกูลหลักคือ วิกตอเรีย (Victoria) และยามางาตะ (Yamagata)

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านทางการหายใจหรือสัมผัสเยื่อบุตา จมูก และปาก มันจะเข้าสู่เซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ทำลายเซลล์เนื้อเยื่อและกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการอักเสบอย่างรุนแรง ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองโดยการหลั่งสารอักเสบต่างๆ ออกมา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว และอ่อนเพลียอย่างหนัก เชื้อสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้อย่างรวดเร็วผ่านละอองเสมหะในอากาศในระยะรัศมีหนึ่งถึงสองเมตร

อาการสำคัญและลำดับการดำเนินของโรค

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่มักเริ่มต้นอย่างเฉียบพลันและมีความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดา โดยสามารถแบ่งช่วงเวลาและลักษณะอาการได้ดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก (วันแรกถึงวันที่สอง): มีไข้สูงฉับพลัน (มักสูงกว่าสามสิบแปดองศาเซลเซียส) หนา ปวดศีรษะรุนแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อต่ออย่างมาก อ่อนเพลียอย่างรุนแรง และอาจมีอาการเจ็บคอร่วมด้วย
  • ระยะอาการเด่นชัด (วันที่สามถึงวันที่ห้า): ไข้เริ่มคงที่หรือลดลงเล็กน้อย แต่อาการไอแห้งๆ จะเด่นชัดขึ้น มีน้ำมูกใสหรือข้น คัดจมูก เสียงแหบ และอาจมีอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหารร่วมด้วย โดยเฉพาะในเด็กเล็กอาจพบอาการอาเจียนและท้องเสียได้
  • ระยะฟื้นตัว (วันที่หกถึงวันที่สิบ): อาการไข้และปวดเมื่อยจะค่อยๆ หายไป แต่ออาการอ่อนเพลียและไอแห้งอาจหลงเหลืออยู่ได้นานสัปดาห์หรือสองสัปดาห์

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องนำตัวผู้ป่วยพบแพทย์ทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพบอาการเหล่านี้ในผู้ป่วย โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีเพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
  • ไข้สูงต่อเนื่องเกินสามวัน หรือไข้ลดแล้วกลับมาสูงอีกครั้งอย่างรุนแรง
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หายใจมีเสียงดังหวีด หรือซี่โครงบุ๋มขณะหายใจ
  • ริมฝีปากหรือปลายนิ้วมีสีเขียวคล้ำ (ภาวะพร่องออกซิเจน)
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก สับสน หรือมีอาการชักเกร็ง
  • ปฏิเสธการดื่มน้ำหรือนม ปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่มีปัสสาวะเลย (สัญญาณเตือนภาวะขาดน้ำรุนแรง)
  • เจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง หรือมีความดันโลหิตต่ำ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

แพทย์จะวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่จากการซักประวัติการเจ็บป่วย การตรวจร่างกาย และการระบาดในพื้นที่ร่วมด้วย ในกรณีที่ต้องการยืนยันเชื้อที่แน่นอน แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การทำชุดตรวจหาแอนติเจนของไวรัสไข้หวัดใหญ่จากโพรงจมูก (Influenza Rapid Antigen Test) ซึ่งทราบผลได้รวดเร็วภายในสิบหนาที หากมีความซับซ้อนหรือต้องการตรวจหาเชื้อไวรัสชนิดอื่นร่วมด้วย แพทย์อาจส่งตรวจวิธีอาร์ทีพีซีอาร์ (Real-time RT-PCR) ซึ่งมีความแม่นยำสูงมาก นอกจากนี้ในรายที่มีอาการทางปอดร่วมด้วย อาจต้องได้รับการเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบ

วิธีดูแลรักษาและการจัดการอาการที่บ้านอย่างถูกต้อง

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและการให้ยาต้านไวรัสตามดุลยพินิจของแพทย์ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

  • การพักผ่อนอย่างเต็มที่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน
  • การดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อช่วยทดแทนการสูญเสียน้ำจากไข้สูงและช่วยให้เสมหะเหลวขับออกได้ง่ายขึ้น
  • การรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปอุ่นๆ ที่มีสารอาหารครบถ้วน
  • การใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการรักษาไข้หวัดใหญ่

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กและวัยรุ่นที่มีไข้เด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนทางสมองและตับที่อันตรายถึงชีวิต และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลรักษาและอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

สำหรับการใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อลดไข้และบรรเทาอาการปวด ต้องคำนวณขนาดยาให้ถูกต้องตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วยอย่างเคร่งครัด (โดยทั่วไปคือ 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการ) และห้ามใช้เกินขนาดที่กำหนดเพราะอาจเป็นอันตรายต่อตับ

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ vs 3 สายพันธุ์ ต่างกันอย่างไร

การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ถือเป็นมาตรการป้องกันเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาล คำถามที่พบบ่อยคือวัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ (Quadrivalent) และ 3 สายพันธุ์ (Trivalent) มีความแตกต่างกันอย่างไร

  • วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ (Trivalent Vaccine): ประกอบด้วยไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ สองสายพันธุ์ (H1N1 และ H3N2) และสายพันธุ์บี หนึ่งสายพันธุ์ (Victoria หรือ Yamagata ตามรอบปีการระบาด)
  • วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ (Quadrivalent Vaccine): พัฒนาขึ้นเพื่อครอบคลุมการป้องกันที่กว้างขึ้น โดยประกอบด้วยไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ สองสายพันธุ์ (H1N1 และ H3N2) และเพิ่มสายพันธุ์บีเข้าไปอีกหนึ่งสายพันธุ์ รวมเป็นสองตระกูลหลัก (ทั้ง Victoria และ Yamagata) ครบถ้วนในเข็มเดียว

องค์การอนามัยโลก (WHO) และแพทยสภาแนะนำให้ใช้วัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์เป็นหลักในปัจจุบัน เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์บีทั้งสองตระกูลมักสลับกันแพร่ระบาดในชุมชน การได้รับวัคซีนแบบ 4 สายพันธุ์จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันโรคและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อสายพันธุ์บีที่อาจตกหล่นไปได้ในชนิด 3 สายพันธุ์

วิธีเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและวิธีป้องกันในระยะยาว

นอกจากการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปีแล้ว การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลเป็นประจำยังช่วยลดอัตราการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชนแออัด การหลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา จมูก และปากโดยไม่จำเป็น และการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

คำแนะนำจากคุณหมอ: วัคซีนไข้หวัดใหญ่ควรได้รับการฉีดกระตุ้นซ้ำทุกๆ ปี ปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ ลดลงตามกาลเวลา และองค์การอนามัยโลกจะมีการปรับปรุงสายพันธุ์วัคซีนให้ตรงกับเชื้อไวรัสที่คาดว่าจะระบาดในแต่ละปีเสมอ การฉีดล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ฤดูกาลระบาดจะช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างเต็มที่

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

  • ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปและผู้สูงอายุ
  • หมั่นสอนและปลูกฝังสุขอนามัยที่ดีในการล้างมือและการสวมหน้ากากอนามัย
  • สังเกตอาการป่วยอย่างใกล้ชิดในระยะ 3 วันแรกของการมีไข้
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะทานเอง และระมัดระวังการใช้ยาพาราเซตามอลตามขนาดยาที่เหมาะสม
  • รีบนำผู้ป่วยพบแพทย์ทันทีหากมีสัญญาณอันตราย เช่น หอบเหนื่อย ซึมลง หรือไข้สูงไม่ลด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down