ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในเด็กและสาเหตุที่แท้จริง

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ในเด็กเล็กถือเป็นภัยเงียบที่สร้างความกังวลใจให้แก่คุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการระบาดของไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) สายพันธุ์ใหม่ๆ ที่มีการกลายพันธุ์และแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว เชื้อไวรัสชนิดนี้ติดต่อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ ผ่านละอองฝอยจากการไอหรือจาม รวมถึงการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน เด็กเล็กและทารกถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เมื่อได้รับเชื้อเข้าไป ไวรัสจะเข้าไปทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนต้นและส่วนปลาย ส่งผลให้เกิดการอักเสบรุนแรง กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้หลั่งสารอักเสบออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นกลไกหลักที่ทำให้เด็กเกิดอาการไข้สูงลอย ไข้ขึ้นสูงถึง 39 ถึง 40 องศาเซลเซียสอย่างรวดเร็ว และมักตอบสนองต่อยาลดไข้ได้ไม่ดีเท่าที่ควร

อาการเริ่มต้นจนถึงระยะวิกฤตของเด็กที่ติดเชื้อ

พัฒนาการของอาการในเด็กมักเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและรวดเร็วแตกต่างจากไข้หวัดธรรมดา โดยในช่วง 1 ถึง 3 วันแรก เด็กจะมีอาการไข้สูงลอย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว อ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด บางรายมีอาการเจ็บคอ ไอแห้งๆ หรือมีน้ำมูกใส ในเด็กเล็กที่ไม่สามารถสื่อสารได้จะแสดงออกด้วยการงอแงมากกว่าปกติ ไม่ยอมดูดนม และนอนหลับยาก หากโรคดำเนินต่อไปเข้าสู่ระยะที่อันตราย เด็กจะมีอาการไข้สูงต่อเนื่องที่ไม่ยอมลดลงแม้จะเช็ดตัวและกินยาลดไข้แล้วก็ตาม ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแลจากกําแพงการแพทย์อย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ สมองอักเสบ หรือภาวะหายใจล้มเหลวที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที

คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ (Red Flags) ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

  • ไข้สูงเกิน 39 ถึง 40 องศาเซลเซียส และกินยาลดไข้ร่วมกับการเช็ดตัวแล้วไข้ไม่ยอมลงนานเกิน 48 ถึง 72 ชั่วโมง
  • มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก ไม่สบตา หรือเพ้อ
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม ปีกจมูกบาน หรือริมฝีปากและปลายนิ้วมีสีเขียวคล้ำ
  • มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะไม่ออกหรือมีสีเข้มจัดนานเกิน 6 ชั่วโมง
  • มีอาการชักเกร็งจากไข้สูง อาเจียนพุ่งไม่หยุด หรือปวดท้องรุนแรง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามให้เด็กกินยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เด็ดขาดหากยังไม่ได้รับการวินิจฉัยที่แน่ชัด เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการรายส์ซินโดรม (Reye syndrome) หรือทำให้เลือดออกในทางเดินอาหารได้หากเด็กเป็นโรคไข้เลือดออกร่วมด้วย

วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์

เมื่อมาถึงสถานพยาบาล แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดและตรวจร่างกาย ร่วมกับการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันชนิดของเชื้อไวรัส เช่น การทำ Rapid Antigen Test จากการป้ายสารคัดหลั่งในโพรงจมูก (Nasopharyngeal Swab) ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว หากพบการติดเชื้อในระยะเริ่มต้น แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs) เช่น โอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงของโรคและย่นระยะเวลาการป่วยให้สั้นลงได้หากได้รับยาภายใน 48 ชั่วโมงแรกที่มีอาการ ร่วมกับการรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น การให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำในกรณีที่เด็กมีภาวะขาดน้ำ หรือการให้ยาขยายหลอดลมหากมีอาการหอบเหนืดร่วมด้วย

การดูแลรักษาและพยาบาลเด็กป่วยที่บ้านอย่างถูกต้อง

สำหรับการดูแลเด็กที่อาการไม่รุนแรงและแพทย์อนุญาตให้กลับมาพักฟื้นที่บ้าน มีแนวปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

  • การให้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ในขนาดที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเฉพาะเวลาที่มีไข้สูง
  • การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่น (Tepid Sponge) อย่างถูกวิธี โดยการใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดตามซอกพับ หน้าผาก และลำตัว เพื่อช่วยระบายความร้อน
  • การกระตุ้นให้เด็กจิบร่อมน้ำสะอาดหรือสารละลายเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้งเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • การเลือกให้อาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือนมแม่สำหรับทารก เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารเพียงพอในการฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กกินเองอย่างเด็ดขาด เนื่องจากไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษาและอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาที่เป็นอันตรายในอนาคต

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

วิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่คือการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) เป็นประจำทุกปี โดยแนะนำให้เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปเข้ารับการฉีดวัคซีนสายพันธุ์ปัจจุบันเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ การสร้างสุขอนามัยที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ เช่น การฝึกให้เด็ก ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัด การหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านในช่วงที่มีการระบาด และการทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวสัมผัสร่วมกันในบ้านอยู่เสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงในการรับเชื้อและแพร่กระจายเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down