ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกเป็นไข้สูงนานเกิน 3 วัน: สถานการณ์ที่พ่อแม่ต้องตื่นตัวและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ภาวะไข้สูงในเด็กเป็นกลไกการตอบสนองตามธรรมชาติของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายที่กำลังต่อสู้กับเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นไวรัสหรือแบคทีเรีย อย่างไรก็ตาม หากลูกรักมีไข้สูงต่อเนื่องกันนานเกิน 3 วัน ไม่ยอมลดลง หรือมีไข้สูงลอยตลอดเวลา สถานการณ์นี้จัดเป็นสัญญาณเตือนสำคัญทางการแพทย์ที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด เนื่องจากอาจเป็นอาการแสดงของโรคติดเชื้อที่รุนแรง โรคประจำตัวกำเริบ หรือโรคเฉพาะถิ่น เช่น โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด การประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็วและการให้การรักษาพยาบาลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

สาเหตุและกลไกการเกิดไข้สูงในเด็ก

ไข้ไม่ใช่โรค แต่เป็นอาการแสดงของโรค โดยอุณหภูมิร่างกายปกติของเด็กจะอยู่ที่ประมาณ 36.5 ถึง 37.5 องศาเซลเซียส เมื่อร่างกายได้รับเชื้อโรค ระบบประสาทส่วนกลางบริเวณไฮโพทาลามัส (Hypothalamus) จะทำหน้าที่ปรับตั้งอุณหภูมิร่างกายให้สูงขึ้นเพื่อสร้างสภาวะที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค สาเหตุหลักของการเกิดไข้สูงนานเกิน 3 วัน ได้แก่:

  • การติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ เช่น เชื้ออาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) เชื้อไข้หวัดใหญ่ และเชื้อไวรัสโควิด-ไนน์ทีน (COVID-19)
  • การติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้เลือดออก ซึ่งมักมีอาการไข้สูงลอยร่วมกับจุดเลือดออกตามผิวหนัง
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นหนอง หรือปอดบวม
  • การอักเสบเรื้อรังหรือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองในเด็กบางราย

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาอาการไข้ในเด็ก

เมื่อเด็กมีไข้สูง การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการและลดอุณหภูมิร่างกายเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด กลุ่มยาหลักที่ใช้ในการรักษาอาการไข้ในเด็ก ได้แก่:

กลุ่มยาพาราเซตามอล (Paracetamol)

ยาพาราเซตามอลถือเป็นยาปลอดภัยอันดับแรก (First-line medication) สำหรับลดไข้และบรรเทาอาการปวดในเด็ก มีทั้งรูปแบบน้ำเชื่อมและรูปแบบเม็ด การออกฤทธิ์ของยาจะช่วยลดความร้อนบริเวณศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในสมอง ยานี้มีความปลอดภัยสูงหากใช้ในขนาดที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัวของเด็ก

กลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Nonsteroidal Anti-inflammatory Drugs - NSAIDs)

ตัวอย่างเช่น ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ใช้สำหรับลดไข้และลดอาการอักเสบ ออกฤทธิ์ได้นานและมีประสิทธิภาพสูงในการลดไข้สูง แต่มีข้อควรระวังสำคัญคือ ห้ามใช้ในเด็กที่มีภาวะสงสัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออก หรือเด็กที่มีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เนื่องจากอาจทำให้เลือดออก

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาไอบูโพรเฟนให้เด็กกินเองโดยเด็ดขาดหากยังไม่ได้รับการวินิจฉัยที่แน่ชัดจากแพทย์ เพราะอาจไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารหรือภาวะเกล็ดเลือดต่ำในโรคไข้เลือดออกได้

ขนาดยาและวิธีใช้อย่างปลอดภัยตามน้ำหนักตัว

การคำนวณขนาดยาสำหรับเด็กต้องอ้างอิงจากน้ำหนักตัว (Weight-based dosing) เป็นหลัก ไม่ใช่ตามอายุ เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีน้ำหนักที่แตกต่างกันมาก การใช้ยาพาราเซตามอลที่ถูกต้องมีแนวทางดังนี้:

  • ขนาดยาพาราเซตามอลที่เหมาะสมคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 Kilogram ต่อครั้ง
  • สามารถให้ยาซ้ำได้ทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมง เฉพาะเวลาที่มีอาการไข้หรือปวดเท่านั้น
  • ห้ามให้ยาเกิน 5 ครั้งในรอบ 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันพิษต่อตับ (Hepatotoxicity)
  • ต้องใช้ช้อนตวงหรือกระบอกฉีดยา (Syringe) ที่ได้มาตรฐานจากโรงพยาบาลในการตวงยาเหลวเสมอ ห้ามใช้ช้อนรับประทานอาหารทั่วไป

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา

แม้ยาพาราเซตามอลจะเป็นยาที่ปลอดภัย แต่หากใช้เกินขนาดหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป อาจทำให้เกิดพิษต่อตับ เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือเบื่ออาหาร สำหรับยาไอบูโพรเฟน หากใช้ไม่ถูกวิธีอาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหาร เกิดแผลในทางเดินอาหาร หรือส่งผลต่อการทำงานของไตได้

ยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาดในเด็ก

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ยาแอสไพริน (Aspirin) เป็นยาอันตรายร้ายแรงที่ห้ามใช้ในเด็กที่มีไข้หรือติดเชื้อไวรัสเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ทำให้สมองและตับบวมโต อาจอันตรายถึงชีวิต
นอกจากนี้ ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ห้ามซื้อให้เด็กกินเองเมื่อป่วยเป็นไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัส เพราะไม่ช่วยรักษาโรคและยังก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาลูกไปพบแพทย์ทันที

หากลูกมีไข้สูงนานเกิน 3 วัน ร่วมกับอาการเหล่านี้ พ่อแม่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที:

  • ซึมมาก ปลุกตื่นยาก หรือไม่ยอมสบตา
  • มีอาการชักจากไข้ (Febrile Seizure) เกรงกระตุก
  • หายใจหอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน หน้าอกบุ๋มขณะหายใจ
  • มีภาวะขาดน้ำรุนแรง ปัสสาวะไม่ออกเกิน 6 ชั่วโมง ริมฝีปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา
  • อาเจียนพุ่งตลอดเวลา หรือรับประทานอาหารและนมไม่ได้เลย
  • มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ผื่นขึ้นกระจายทั่วตัว หรือตัวลายเป็นจ้ำ

การดูแลพยาบาลเด็กมีไข้สูงที่บ้านอย่างถูกวิธี

คำแนะนำจากคุณหมอ: การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้องควรใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเล็กน้อย (Tepid Sponge) ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดลูบย้อนรูขุมขน เน้นบริเวณซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ เพื่อช่วยระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเช็ดตัวเด็ดขาด เพราะจะทำให้เส้นเลือดหดตัวและอุณหภูมิแกนกลางร่างกายสูงขึ้นกว่าเดิม
พร้อมทั้งให้เด็กดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำสะอาดบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อบางเบา ระบายอากาศได้ดี และอยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down