ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกหายใจเร็วผิดปกติสัญญาณเตือนภัยที่พ่อแม่ต้องใส่ใจ

อาการหอบเหนื่อยในเด็กถือเป็นหนึ่งในภาวะวิกฤตทางกุมารเวชศาสตร์ที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรละเลยเป็นอันขาด เนื่องจากระบบทางเดินหายใจของเด็ก โดยเฉพาะในทารกและเด็กเล็กมีความบอบบางและยังพัฒนาไม่เต็มที่ เมื่อเกิดการติดเชื้อหรือมีสิ่งกีดขวางทางเดินหายใจ อาการสามารถลุกลามและทรุดหนักลงได้อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้น ภาวะปอดอักเสบหรือปอดบวม (Pneumonia) เป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งที่ทำให้เด็กมีอาการหายใจหอบเหนื่อย การรู้เท่าทันและเข้าใจถึงวิธีการสังเกตอาการจึงเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยชีวิตและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจลุกลามสู่ปอด

ปอดอักเสบในเด็กส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อทางเดินหายใจ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย เชื้อไวรัสที่พบบ่อยได้แก่ เชื้ออาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) เชื้อไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และเชื้อฮิวแมนเมทนิวโมไวรัส (Human Metapneumovirus) ส่วนเชื้อแบคทีเรียมักพบได้บ่อยคือเชื้อนิวโมค็อกคัส (Streptococcus pneumoniae)

เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านทางการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่ง เชื้อจะเดินทางเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีเสมหะจำนวนมากสะสมอยู่ในหลอดลมและถุงลมปอด ส่งผลให้เนื้อเยื่อปอดไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร่างกายจึงต้องพยายามชดเชยด้วยการหายใจเร็วและแรงขึ้นเพื่อดึงออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดให้เพียงพอ กลไกนี้เองที่ทำให้เด็กแสดงอาการหอบเหนื่อยออกมาอย่างเด่นชัด

ลำดับอาการและระยะการดำเนินของโรคปอดอักเสบในเด็ก

การดำเนินของโรคปอดอักเสบมักเริ่มต้นจากอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดาก่อนจะพัฒนาไปสู่อาการที่รุนแรงขึ้นตามลำดับ ดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (วันแรกถึงวันที่สอง): เด็กจะมีอาการไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะ มีน้ำูกใสหรือข้น มีไข้ต่ำถึงปảngกลาง อ่อนเพลีย งอแง และรับประทานนมน้อยลง ซึ่งมักทำให้พ่อแม่เข้าใจว่าเป็นเพียงไข้หวัดทั่วไป
  • ระยะลุกลาม (วันที่สามถึงวันที่ห้า): ไข้เริ่มสูงขึ้น อาการไอถี่และรุนแรงขึ้น เริ่มมีเสียงหายใจผิดปกติเช่นเสียงครืดrads หรือเสียงหวีด (Wheezing) เด็กเริ่มหายใจเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปีกจมูกบานเวลาหายใจ และเริ่มมีอาการซึมลง
  • ระยะวิกฤตและฟื้นตัว: หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาการจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตที่มีการหายใจหอบเหนื่อยรุนแรง อกบุ๋ม และริมฝีปากเขียวคล้ำ แต่หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายในเจ็ดถึงสิบวัน
คำแนะนำจากคุณหมอ: ในเด็กเล็กอายุต่ำกว่าหนึ่งปี อาการไข้บางครั้งอาจไม่สูงมาก แต่โรคปอดอักเสบอาจแสดงออกด้วยอาการหายใจเร็วและปฏิเสธนมอย่างชัดเจน ดังนั้นการสังเกตจังหวะการหายใจจึงมีความสำคัญมากกว่าการวัดไข้เพียงอย่างเดียว

สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพามาพบแพทย์ทันที

หากเด็กมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤต (Red Flag Symptoms) ที่ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด

  • หายใจหอบเหนื่อยรุนแรงและหายใจเร็วกว่าปกติ: อัตราการหายใจเร็วกว่าเกณฑ์มาตรฐานตามอายุ เช่น เด็กอายุต่ำกว่าสองเดือน หายใจมากกว่าหกสิบครั้งต่อนาที, อายุสองถึงสิบเอ็ดเดือน หายใจมากกว่าห้าสิบครั้งต่อนาที, และอายุหนึ่งถึงห้าปี หายใจมากกว่าสี่สิบครั้งต่อนาที
  • มีอาการอกบุ๋ม (Chest Indrawing): ขณะหายใจเข้า ผิวหนังบริเวณซี่โครง คอ หรือลิ้นปี่จะยุบตัวลงไปอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากกล้ามเนื้อต้องออกแรงอย่างหนักเพื่อช่วยในการหายใจ
  • ภาวะตัวเขียว (Cyanosis): ริมฝีปาก เล็บมือ เล็บเท้า หรือผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ แสดงว่าร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอกลุ่มอาการนี้อันตรายถึงชีวิต
  • ซึมลงปลุกตื่นยาก หรือหมดสติ: เด็กไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า ไม่เล่น ตาเหม่อลอย ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะสมองขาดออกซิเจน
  • ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง: ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา กระหม่อมยุบในทารก และไม่ได้ปัสสาวะนานเกินหกถึงแปดชั่วโมง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์โดยกุมารแพทย์

เมื่อเด็กมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อระบุสาเหตุและความรุนแรงของโรค โดยขั้นตอนประกอบด้วย

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามระยะเวลาของอาการ ลักษณะการไอ ไข้ และประวัติการสัมผัสผู้ป่วย พร้อมทั้งใช้เครื่องฟังตรวจ (Stethoscope) ฟังเสียงหายใจในปอดเพื่อหาเสียงผิดปกติเช่นเสียงกรอบแกรบ (Crepitation)
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab Tests): อาจมีการเจาะเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดขาวและหาภาวะการติดเชื้อ หรือการตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยการป้ายจมูก (Rapid Antigen Test) สำหรับเชื้อ RSV หรือไข้หวัดใหญ่
  • การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): เป็นเครื่องมือสำคัญในการยืนยันภาวะปอดอักเสบ เพื่อดูว่ามีการอักเสบ น้ำ หรือหนองคั่งอยู่ในถุงลมปอดส่วนใดบ้าง

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคปอดอักเสบและอาการหอบเหนื่อยในเด็กจะต้องดำเนินการภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

  • การรักษาที่โรงพยาบาล: ในกรณีที่มีอาการหอบเหนื่อยรุนแรง แพทย์จะให้ออกซิเจนเสริม ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ พ่นยาขยายหลอดลมหรือยาละลายเสมหะ และให้ยาปฏิชีวนะหากตรวจพบว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • การดูแลที่บ้านในกรณีอาการไม่รุนแรง: ให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอ ให้ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อช่วยให้เสมหะเจือจางลง สำหรับเด็กที่ยังดื่มนมแม่ควรให้ดูดนมบ่อยขึ้นเพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กรับประทานเองอย่างเด็ดขาด หากการติดเชื้อนั้นเกิดจากไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจะไม่ช่วยรักษาและยังอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ นอกจากนี้ห้ามใช้ยาแก้ไอที่กดอาการไอในเด็กเล็ก เนื่องจากจะทำให้เด็กไม่สามารถขับเสมหะออกจากปอดได้ ส่งผลให้อาการแย่ลง

ข้อควรปฏิบัติที่สำคัญและข้อห้ามเด็ดขาดในการดูแลเด็กป่วย

การบริหารยาและการดูแลเด็กในช่วงที่มีไข้และหอบเหนื่อยต้องอาศัยความระมัดระวังเป็นพิเศษ

  • การใช้ยาพาราเซตามอลต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง คือสิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้
  • ข้อห้ามเด็ดขาด: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Raye Syndrome) ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อตับและสมอง
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาไอบูโพรเฟนในเด็กที่มีภาวะไข้เลือดออกหรือเด็กที่มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต
  • การเช็ดตัวลดไข้ควรใช้น้ำอุ่น ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเช็ดตัว เพราะจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ความร้อนระบายออกไม่ได้และอาจทำให้เด็กหนาวสั่นมากขึ้น

วิธีป้องกันและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการเกิดภาวะปอดอักเสบและอาการหอบเหนื่อยในเด็กสามารถทำได้โดยการเสริมสร้างสุขภาพและภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่อง

  • ให้เด็กรับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามกำหนดของกุมารแพทย์ เช่น วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมค็อกคัส (PCV) วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี และวัคซีนเสริมสำหรับป้องกันเชื้อ RSV ในกลุ่มเด็กเสี่ยง
  • ส่งเสริมให้เด็กดื่มนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดอย่างน้อยหกเดือน เพื่อรับภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ
  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ
  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ
  • งดการสูบบุหรี่หรือให้เด็กอยู่ใกล้ชิดกับควันบุหรี่มือสองและมือสาม ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคปอดอักเสบ
คำแนะนำจากคุณหมอ: คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตความผิดปกติของจังหวะการหายใจของลูกน้อยอย่างใกล้ชิดเสมอ หากพบว่าเด็กหายใจเร็วกว่าปกติ มีอาการอกบุ๋ม หรือซึมลง ควรรีบพามาพบกุมารแพทย์ทันที การรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยลดความรุนแรงของโรคและเพิ่มโอกาสหายเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down