ภัยเงียบในระบบทางเดินหายใจเด็ก: ทำความรู้จักภาวะหอบเหนื่อยและปอดอักเสบ
ระบบทางเดินหายใจของเด็กเล็กมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างมาก เนื่องจากโครงสร้างทางกายวิภาคที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ท่อทางเดินหายใจมีขนาดเล็กและแคบ มีความยืดหยุ่นสูงแต่ยุบตัวได้ง่าย และกล้ามเนื้อทรวงอกที่ช่วยในการหายใจยังไม่แข็งแรงพอ เมื่อเด็กเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ร่างกายจึงต้องทำงานหนักกว่าปกติหลายเท่าเพื่อชดเชยการขาดออกซิเจน นำไปสู่ภาวะหอบเหนื่อย (Respiratory Distress) ซึ่งเป็นอาการแสดงที่ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเร่งด่วน
โรคปอดอักเสบ (Pneumonia) หรือที่มักเรียกกันทั่วไปว่าปอดบวม คือภาวะติดเชื้อและอักเสบของเนื้อปอด ซึ่งรวมถึงถุงลมและเนื้อเยื่อโดยรอบ เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิตในเด็กเล็กทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ทารกแรกคลอด ทารกคลอดก่อนกำหนด และเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือโรคหอบหืด การตรวจพบอาการหอบเหนื่อยตั้งแต่ระยะแรกเริ่มจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะช่วยลดความรุนแรงและป้องกันอันตรายถึงชีวิตได้
กลไกการเกิดโรคและสาเหตุเบื้องหลังภาวะปอดอักเสบในเด็ก
การเข้าใจกลไกการเกิดโรค (Pathophysiology) จะช่วยให้ผู้ดูแลตระหนักถึงความรุนแรงของโรคนี้ เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง จะเกิดกระบวนการอักเสบขึ้นที่บริเวณถุงลมปอด (Alveoli) ส่งผลให้ร่างกายหลั่งสารคัดหลั่ง น้ำ เม็ดเลือดขาว และเศษเซลล์ที่ตายแล้วเข้าไปสะสมในถุงลม แทนที่ถุงลมจะเต็มไปด้วยอากาศสำหรับแลกเปลี่ยนแก๊ส กลับกลายเป็นว่าเต็มไปด้วยหนองและของเหลว ทำให้ออกซิเจนไม่สามารถซึมผ่านเข้าสู่กระแสเลือดได้ตามปกติ
เมื่อระดับออกซิเจนในเลือดลดลง (Hypoxemia) สมองจะสั่งการให้ร่างกายหายใจเร็วขึ้น (Tachypnea) เพื่อนำออกซิเจนเข้าไปเพิ่ม และต้องใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นช่วยในการดึงอากาศเข้าสู่ปอด ส่งผลให้เกิดลักษณะการหายใจที่ผิดปกติ เช่น อกบุ๋ม หรือปีกจมูกบาน
สาเหตุหลักของปอดอักเสบในเด็กสามารถจำแนกตามชนิดของเชื้อก่อโรคได้ดังนี้
- เชื้อไวรัส (Viral Pathogens): เป็นสาเหตุที่พบมากที่สุดในเด็กเล็ก โดยเฉพาะไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus: RSV), ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza), ไวรัสโคโรนา (SARS-CoV-2), และไรโนไวรัส (Rhinovirus) การติดเชื้อไวรัสมักเริ่มต้นจากระบบทางเดินหายใจส่วนบนแล้วลุกลามลงสู่ปอดอย่างรวดเร็ว
- เชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Pathogens): มักทำให้เกิดอาการรุนแรงและเฉียบพลัน เชื้อที่พบได้บ่อยคือ สเตรปโตค็อกคัส นิวโมเนียอี (Streptococcus pneumoniae) และ ฮีโมฟีลุส อินฟลูเอนเซ สายพันธุ์บี (Haemophilus influenzae type b: Hib) รวมถึงเชื้อแบคทีเรียก่อโรคแบบไม่จำเพาะ เช่น ไมโคพลาสมา นิวโมเนียอี (Mycoplasma pneumoniae) ที่พบบ่อยในเด็กวัยเรียน
- ปัจจัยกระตุ้นทางสิ่งแวดล้อม: การสูดดมควันบุหรี่ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) หรือสารเคมีระคายเคือง ล้วนทำลายระบบภูมิต้านทานของเยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ปอดได้ง่ายขึ้น
วิวัฒนาการและระยะการดำเนินโรค: จากไข้หวัดธรรมดาสู่ปอดอักเสบ
อาการปอดอักเสบในเด็กมักไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด แต่มีการดำเนินโรคเป็นระยะ ซึ่งผู้ดูแลจำเป็นต้องเฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด
1. ระยะแรกเริ่ม (Prodromal Phase)
อาการในระยะ 1-3 วันแรกมักคล้ายคลึงกับโรคหวัดทั่วไป (Common Cold) เด็กจะมีอาการไข้ต่ำๆ หรือไข้สูง (ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ) มีน้ำมูก ไอจาม และเบื่ออาหารเล็กน้อย ในระยะนี้เชื้อยังอยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบน
2. ระยะปอดอักเสบเด่นชัด (Active Pneumonic Phase)
เมื่อเชื้อลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง อาการจะเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เด็กจะมีอาการไอถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น ไอแบบมีเสมหะลึกๆ หายใจเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไข้จะสูงลอยและลดลงยาก เด็กจะเริ่มซึมลง ปฏิเสธการดื่มนมหรือทานอาหารเนื่องจากต้องใช้แรงในการหายใจ
3. ระยะวิกฤต (Critical Phase)
หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ร่างกายจะเริ่มเข้าสู่ภาวะล้มเหลวทางเดินหายใจ เด็กจะมีอาการหายใจหอบเหนื่อยอย่างรุนแรง หน้าอกบุ๋มขณะหายใจเข้า มีเสียงครางในลำคอ ปากและเล็บเริ่มมีสีซีดหรือเขียวคล้ำ และอาจมีภาวะช็อกจากการขาดออกซิเจนและติดเชื้อในกระแสเลือด
4. ระยะฟื้นตัว (Recovery Phase)
ภายหลังได้รับยาปฏิชีวนะหรือการรักษาตามอาการอย่างถูกต้อง ไข้จะเริ่มลดลงภายใน 48-72 ชั่วโมง อาการหายใจหอบเหนื่อยจะค่อยๆ ดีขึ้น อาการไออาจยังคงอยู่ได้นาน 1-2 สัปดาห์ก่อนจะหายเป็นปกติ
สัญญานเตือนอันตรายระดับวิกฤต (Red Flag Symptoms) ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที
การประเมินอาการหอบเหนื่อยในเด็กมีมาตรฐานสากลที่พ่อแม่สามารถนำไปใช้ปฏิบัติจริงได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีสัญญาณอันตรายที่ต้องระวังดังต่อไปนี้
1. อัตราการหายใจที่เร็วเกินเกณฑ์มาตรฐาน (Tachypnea)
วิธีการนับที่ถูกต้องคือ นับในขณะที่เด็กนอนหลับหรืออยู่ในอาการสงบ ไม่ร้องไห้ ไม่ดิ้น และไม่มีไข้ (เนื่องจากไข้สูงสามารถทำให้หายใจเร็วขึ้นชั่วคราวได้) โดยนับการกระเพื่อมขึ้นลงของหน้าอกหรือหน้าท้อง นึกรวมเป็นการหายใจเข้าและออกเท่ากับ 1 ครั้ง นับให้ครบเต็ม 1 นาที หากพบว่าอัตราการหายใจเท่ากับหรือมากกว่าเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ถือว่ามีความผิดปกติ:
- เด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือน: หายใจตั้งแต่ 60 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- เด็กอายุ 2 เดือน ถึง 11 เดือน: หายใจตั้งแต่ 50 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- เด็กอายุ 1 ปี ถึง 5 ปี: หายใจตั้งแต่ 40 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- เด็กอายุมากกว่า 5 ปีขึ้นไป: หายใจตั้งแต่ 30 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
2. การใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ (Use of Accessory Muscles)
เมื่อปอดทำงานได้ไม่ดี ร่างกายจะดึงกล้ามเนื้อส่วนอื่นมาช่วยในการหายใจ สังเกตได้จาก:
- อาการอกบุ๋ม (Chest Indrawing): ผิวหนังบริเวณใต้ชายโครงบุ๋มลึกเข้าไปขณะหายใจเข้า
- ช่องซี่โครงบุ๋ม (Intercostal Retraction): ผิวหนังระหว่างซี่โครงแต่ละซี่บุ๋มลึกจนเห็นโครงกระดูกชัดเจนขณะหายใจเข้า
- คอบุ๋ม (Suprasternal Retraction): รอยหวำบริเวณเหนือกระดูกหน้าอกหรือซอกคอบุ๋มลึก
- ปีกจมูกบาน (Nasal Flaring): ปีกจมูกกางออกกว้างขยายขณะหายใจเข้าทุกครั้ง
3. สัญญาณเตือนภาวะขาดออกซิเจนและอาการทางระบบประสาท
- เสียงครางในลำคอ (Grunting): เสียงดัง "อึ้ดๆ" สั้นๆ ขณะหายใจออก เกิดจากการที่เด็กพยายามปิดกล่องเสียงเพื่อรักษาปริมาตรลมในปอด เป็นสัญญาณของภาวะปอดแฟบและหอบเหนื่อยขั้นรุนแรง
- ภาวะเขียวคล้ำ (Cyanosis): บริเวณริมฝีปาก ลิ้น ปลายมือ หรือปลายเท้า มีสีม่วงคล้ำหรือซีดเทา แสดงถึงภาวะขาดออกซิเจนขั้นวิกฤต
- อาการซึมและปฏิเสธอาหาร: เด็กซึมลงมาก ไม่ยอมเล่น ไม่สบตา ปลุกตื่นยาก หรือในเด็กทารกจะไม่ยอมดูดนมหรือน้ำเลย เนื่องจากไม่มีแรงในการหายใจ
- ภาวะขาดน้ำเฉียบพลัน (Dehydration): ปากแห้งจัด ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา และไม่มีปัสสาวะออกนานเกิน 6 ชั่วโมง
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อนำเด็กที่มีภาวะหอบเหนื่อยมาถึงโรงพยาบาล แพทย์เฉพาะทางจะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อหาสาเหตุและประเมินความรุนแรงทันที:
- การซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด (History & Physical Examination): แพทย์จะประเมินลักษณะการหายใจ ใช้หูฟัง (Stethoscope) ฟังเสียงปอดเพื่อตรวจหาเสียงผิดปกติ เช่น เสียงกรอบแกรบ (Crepitation/Crackles) สัญญาณของน้ำในถุงลม หรือเสียงวี๊ด (Wheezing) สัญญาณของการตีบตันของหลอดลม
- การวัดระดับออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry): การหนีบอุปกรณ์วัดที่ปลายนิ้วมือหรือนิ้วเท้า หากค่าออกซิเจน (SpO2) ต่ำกว่า 95% ในอากาศปกติ ถือว่าเริ่มมีภาวะพร่องออกซิเจน
- การเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray): เพื่อดูรอยโรคในเนื้อปอด ปอดอักเสบจะแสดงลักษณะเป็นฝ้าขาว (Infiltrate) หรือรอยทึบแสงในบริเวณที่เกิดการอักเสบ ช่วยแยกแยะจากภาวะหลอดลมอักเสบธรรมดา
- การตรวจหาเชื้อก่อโรค (Pathogen Identification): การทำการป้ายสิ่งส่งตรวจในโพรงจมูกและคอ (Nasopharyngeal Swab) เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสและแบคทีเรียด้วยวิธี Rapid Antigen Test หรือการตรวจหาสารพันธุกรรม (PCR Multiplex)
- การตรวจเลือด (Blood Tests): ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) และระดับสารบ่งชี้การอักเสบ เช่น C-Reactive Protein (CRP) หรือ Procalcitonin เพื่อช่วยแยกแยะระหว่างการติดเชื้อไวรัสและการติดเชื้อแบคทีเรีย
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน
แนวทางการรักษาโรคปอดอักเสบในเด็กแบ่งออกเป็นการรักษาทางการแพทย์และการดูแลสนับสนุนที่บ้านอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้
การรักษาทางการแพทย์ (Medical Treatment)
เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเด็กเป็นปอดอักเสบ แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและระดับความรุนแรง:
- การให้ออกซิเจนบำบัด (Oxygen Therapy): สำหรับเด็กที่มีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ แพทย์จะให้ออกซิเจนผ่านสายทางจมูก (Oxygen Cannula) หรือผ่านหน้ากาก และในรายที่รุนแรงอาจใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจแรงดันบวก (High-Flow Nasal Cannula)
- ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): จะสั่งใช้ในกรณีที่แพทย์สงสัยหรือตรวจพบการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ยาที่เลือกใช้ต้องครอบคลุมเชื้อก่อโรคตามวัยของเด็ก และต้องได้รับยาติดต่อกันจนครบตามกำหนด
- ยาพ่นขยายหลอดลม (Bronchodilators): ในกรณีที่เด็กมีภาวะหลอดลมหดเกร็งร่วมด้วย เช่น มีเสียงวี้ดขณะหายใจ
- ยาลดไข้และการสารน้ำทางหลอดเลือดดำ (IV Fluids): ในกรณีที่เด็กกินได้น้อยและมีภาวะขาดน้ำ
การดูแลและพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี (Home Care & Supportive Care)
สำหรับกรณีที่อาการไม่รุนแรงและแพทย์อนุญาตให้กลับมาดูแลที่บ้านได้ ผู้ดูแลควรปฏิบัติดังนี้:
- วิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Correct Tepid Sponge): ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเด็ดขาดเพราะจะทำให้หลอดลมและหลอดเลือดหดตัวและเกิดอาการหนาวสั่น) เช็ดผิวกายย้อนทิศทางการไหลของเส้นขนเข้าหาหัวใจ เน้นประคบผิวตามข้อพับต่างๆ เช่น ขาหนีบ รักแร้ และซอกคอ ซึ่งเป็นแหล่งรวมของเส้นเลือดขนาดใหญ่ เปลี่ยนผ้าบ่อยๆ ทุก 3-5 นาที ใช้เวลาเช็ดตัวประมาณ 15-20 นาที แล้วเช็ดตัวให้แห้งสนิททันที
- การรักษาความชุ่มชื้นและการให้อาหาร: กระตุ้นให้เด็กดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อช่วยละลายเสมหะที่เหนียวข้น ป้องกันภาวะขาดน้ำ และเลือกอาหารเหลวที่ย่อยง่าย พลังงานสูง เช่น โจ๊กอุ่นๆ หรือน้ำซุป
- จัดท่าทางในการนอน: ให้เด็กนอนศีรษะสูง โดยใช้หมอนหนุนหลังและศีรษะให้อยู่ในมุมประมาณ 30-45 องศา ท่านี้จะช่วยให้กะบังลมหย่อนตัวลง ปอดขยายตัวได้ดีขึ้น ทำให้อึดอัดน้อยลงและหายใจสะดวกขึ้น
- การเคลียร์ทางเดินหายใจ: ในเด็กทารกที่ยังไม่สามารถขากเสมหะเองได้ ให้ใช้น้ำเกลือหยดรูจมูก (Normal Saline Drops) ข้างละ 2-3 หยด เพื่อให้มูกนิ่มลง จากนั้นใช้ลูกยางแดง (Bulb Syringe) บีบและดูดน้ำมูกออกอย่างเบามือ เพื่อเปิดทางเดินหายใจก่อนให้นมหรือก่อนนอน
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) มารับประทานเอง: เนื่องจากโรคปอดอักเสบในเด็กส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่มีฤทธิ์ในการรักษาไวรัส การใช้ยาโดยไม่จำเป็นจะทำให้เด็กเสี่ยงต่ออาการแพ้ยา ผลข้างเคียง และเกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือ ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) โดยไม่ผ่านการวินิจฉัยแยกโรค: การใช้ยากลุ่มนี้ในขณะที่เด็กอาจเป็นโรคไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever) ที่ยังแสดงอาการไม่ชัดเจน อาจเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะเลือดออกง่ายในทางเดินอาหารและตับอักเสบรุนแรงเฉียบพลัน รวมถึงกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
- การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้อง: ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวจริงของเด็กเสมอ โดยปริมาณที่ปลอดภัยคือ 10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง และให้ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามให้ยาเกิน 5 ครั้ง หรือเกิน 75 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมในรอบ 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันภาวะตับอักเสบเฉียบพลันจากการได้รับยาเกินขนาด
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ไอประเภทกดอาการไอ (Cough Suppressants): การไอเป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกายในการขับเสมหะและเชื้อโรคออกจากทางเดินหายใจ การกดอาการไอจะทำให้เสมหะคั่งค้างในปอดมากขึ้น ส่งผลให้ปอดอักเสบรุนแรงขึ้น
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันไม่ให้เด็กเจ็บป่วยด้วยโรคปอดอักเสบเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการดูแลรักษาสุขภาพของลูกรักในระยะยาว:
1. การรับวัคซีนป้องกันโรค (Immunization): ถือเป็นเกราะป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด พ่อแม่ควรนำบุตรหลานเข้ารับวัคซีนตามตารางแนะนำของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ดังนี้
- วัคซีนไอพีดี (Pneumococcal Conjugate Vaccine: PCV): ป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย สเตรปโตค็อกคัส นิวโมเนียอี ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปอดอักเสบรุนแรงและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ แนะนำให้ฉีดในเด็กเล็กเริ่มที่อายุ 2 เดือน, 4 เดือน, 6 เดือน และกระตุ้นในช่วงอายุ 12-15 เดือน
- วัคซีนฮิบ (Haemophilus influenzae type b: Hib): มักรวมอยู่ในวัคซีนรวม 5 หรือ 6 สายพันธุ์ ป้องกันปอดอักเสบและเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อฮิบ
- วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): แนะนำให้ฉีดเป็นประจำทุกปีในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป โดยเฉพาะในช่วงก่อนฤดูฝนหรือฤดูหนาว
2. โภชนาการและการส่งเสริมสุขภาพ: การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อยในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต นมแม่เปรียบเสมือนวัคซีนหยดแรกที่อุดมไปด้วยภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ (เช่น อิมมูโนโกลบูลินเอ: IgA) ที่ช่วยปกป้องเยื่อบุทางเดินหายใจของทารก นอกจากนี้เมื่อเด็กโตขึ้นควรได้รับอาหารครบ 5 หมู่ที่เน้นวิตามินและแร่ธาตุเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกัน
3. การรักษาสุขอนามัยในครอบครัว: ฝึกฝนล้างมือให้เด็กด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ และผู้ใหญ่หรือคนในบ้านที่มีอาการหวัดควรสวมหน้ากากอนามัย แยกของใช้ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดหรือหอมแก้มเด็กเล็กโดยเด็ดขาด
กล่องสรุปคำแนะนำและเช็คลิสต์ด่วนสำหรับพ่อแม่ (Parent Actionable Checklist)
เมื่อลูกมีอาการไอ มีไข้ หรือมีน้ำมูก ให้ผู้ดูแลทำตามแผนประเมินความปลอดภัย 3 ขั้นตอนนี้ทันที:
-
ขั้นตอนที่ 1: ตรวจเช็คอัตราการหายใจ (นับเต็ม 1 นาทีขณะนอนสงบ)
- อายุน้อยกว่า 2 เดือน: หายใจเกิน 60 ครั้งต่อนาที หรือไม่
- อายุ 2-11 เดือน: หายใจเกิน 50 ครั้งต่อนาที หรือไม่
- อายุ 1-5 ปี: หายใจเกิน 40 ครั้งต่อนาที หรือไม่
-
ขั้นตอนที่ 2: สังเกตลักษณะทางกายภาพรอบตัวเด็ก
- เปิดเสื้อลูกดูหน้าอกขณะหายใจ มีรอยบุ๋มลึกใต้ชายโครงหรือช่องซี่โครงหรือไม่
- ปีกจมูกกางออกกว้างผิดปกติหรือไม่เวลาหายใจเข้า
- มีเสียงครางอึ้ดๆ ในคอ หรือเสียงหายใจดังวี๊ดๆ หรือไม่
-
ขั้นตอนที่ 3: ประเมินการรู้สติและการรับประทานอาหาร
- ลูกซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกยาก ไม่ยอมสบตาหรือไม่
- ดูดนมหรือรับประทานอาหารได้น้อยลงกว่าครึ่งหนึ่งของปกติหรือไม่
- ริมฝีปาก เล็บมือ หรือปลายเท้า มีสีซีดเทาหรือม่วงคล้ำหรือไม่
การตัดสินใจสำคัญ: หากมีข้อใดข้อหนึ่งในขั้นตอนที่ 1, 2 หรือ 3 แสดงผลว่า "ใช่" นั่นคือสัญญาณอันตรายของภาวะหอบเหนื่อยรุนแรงและปอดอักเสบ ให้รีบนำเด็กส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงเช้าหรือรอสังเกตอาการเพิ่มเติม