ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เด็กกินจุ กินของทอดบ่อย เสี่ยงเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือไม่และภาพรวมทางการแพทย์

ในปัจจุบันพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเด็กๆ เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก เด็กหลายคนมีภาวะความอยากอาหารสูง กินจุตลอดเวลา และชื่นชอบการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ของทอด ของมัน ขนมหวาน รวมถึงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของเด็ก ทำให้เกิดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดที่ทำให้เด็กมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes Mellitus) ในอดีตโรคเบาหวานชนิดนี้มักพบในผู้ใหญ่วัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ แต่ในปัจจุบันกุมารแพทย์พบเด็กและวัยรุ่นเป็นโรคนี้เพิ่มมากขึ้นอย่างน่าตกใจ

ความสำคัญทางการแพทย์คือ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในเด็กมีความรุนแรงและลุกลามเร็วกว่าในผู้ใหญ่ เนื่องจากร่างกายของเด็กยังอยู่ในช่วงเจริญเติบโต หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานจะส่งผลทำลายหลอดเลือดและอวัยวะสำคัญทั่วร่างกาย ทั้งไต ตา หัวใจ และระบบประสาท การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาที่ถูกต้องจึงเป็นเกราะป้องกันชีวิตที่สำคัญสำหรับเด็กทุกคน

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในเด็ก

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance) ร่วมกับการที่ตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินออกมาได้เพียงพอที่จะควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด เมื่อเด็กรับประทานอาหารที่มีแป้ง น้ำตาล และไขมันอิ่มตัวในปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง เช่น ของทอด ฟาสต์ฟู้ด น้ำอัดลม และขนมกรุบกรอบ พลังงานส่วนเกินจะถูกสะสมในรูปของไขมันใต้ผิวหนังและไขมันในช่องท้อง

ไขมันส่วนเกินเหล่านี้โดยเฉพาะเซลล์ไขมันในช่องท้องจะหลั่งสารอักเสบและกรดไขมันอิสระออกมาขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ไม่ดี น้ำตาลกลูโคสจากอาหารจึงไม่สามารถเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานได้ แต่กลับตกค้างอยู่ในกระแสเลือดในปริมาณสูง ตับอ่อนจึงต้องทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ ในการผลิตอินซูลินเพิ่มขึ้น จนกระทั่งตับอ่อนเกิดความอ่อนล้าและผลิตอินซูลินลดลง นำไปสู่ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังและกลายเป็นโรคเบาหวานในที่สุด

อาการสำคัญและระยะลุกลามของโรคเบาหวานในเด็ก

ระยะเริ่มต้นของภาวะดื้ออินซูลินและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจน เด็กอาจดูปกติหรือมีเพียงน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเรื่อยๆ จะเริ่มปรากฏอาการเตือนที่ผู้ปกครองต้องสังเกตอย่างใกล้ชิด

  • อาการกระหายน้ำมากกว่าปกติ ดื่มน้ำบ่อยและดื่มในปริมาณมาก
  • ปัสสาวะบ่อยขึ้น และอาจมีอาการปัสสาวะรดที่นอนในเด็กที่เคยควบคุมการขับถ่ายได้แล้ว
  • หิวบ่อย กินจุตลอดเวลาแต่น้ำหนักตัวกลับลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่มีสาเหตุ
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงในการทำกิจกรรมต่างๆ
  • ตามัว มองเห็นไม่ชัดเจนในบางช่วงเวลา
  • มีรอยดำบริเวณผิวหนังที่เป็นข้อพับ เช่น คอ รักแร้ ขาหนีบ ซึ่งเรียกว่าภาวะผิวหนังช้าง (Acanthosis Nigricans)
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที: หากเด็กมีอาการซึมลง หายใจหอบลึก ปวดท้อง อาเจียน หรือมีลมหายใจมีกลิ่นคล้ายผลไม้สุกหรือน้ำยาล้างเล็บ อาการเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงภาวะเลือดเป็นกรดจากสารคีโตน (Diabetic Ketoacidosis) ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อันตรายถึงชีวิต ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อกุมารแพทย์สงสัยว่าเด็กมีความเสี่ยงหรือเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยผ่านขั้นตอนมาตรฐานทางการแพทย์ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด: ประเมินพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย ประวัติโรคเบาหวานในครอบครัว และคำนวณดัชนีมวลกาย (BMI) พร้อมตรวจวัดความดันโลหิต
  • การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (Fasting Plasma Glucose: FPG): หากมีค่าตั้งแต่ 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป ถือว่าเป็นโรคเบาหวาน
  • การตรวจค่าน้ำตาลสะสมสะสมในเลือด (Hemoglobin A1c: HbA1c): เพื่อดูค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดย้อนหลัง 2 ถึง 3 เดือน หากมีค่าตั้งแต่ 6.5 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน
  • การตรวจความทนทานต่อน้ำตาล (Oral Glucose Tolerance Test: OGTT) ในกรณีที่ผลการตรวจยังไม่ชัดเจน
  • การตรวจเลือดเพิ่มเติมเพื่อประเมินการทำงานของตับ ไต และระดับไขมันในเลือด

วิธีดูแลรักษาและการใช้ยาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในเด็ก มีเป้าหมายหลักคือการควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนระยะยาว และส่งเสริมให้เด็กเจริญเติบโตสมวัย โดยแนวทางการรักษาประกอบด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการใช้ยาทางการแพทย์

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

การปรับพฤติกรรมเป็นหัวใจสำคัญสูงสุดในการรักษา ประกอบด้วยการควบคุมโภชนาการ ลดอาหารจำพวกแป้งขัดขาว น้ำตาล และหลีกเลี่ยงของทอด อาหารฟาสต์ฟู้ด หันมารับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนไขมันต่ำ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เด็กออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน เพื่อช่วยเพิ่มความไวของเซลล์ต่ออินซูลิน

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษา

ในกรณีที่การปรับพฤติกรรมยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีพอ กุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อในเด็กจะพิจารณาใช้ยาควบคู่กันไป โดยมียาหลักดังนี้

  • ยาเม็ดลดระดับน้ำตาลในเลือด (Metformin): เป็นยาตัวแรกที่ได้รับการรับรองและใช้อย่างแพร่หลายที่สุดในเด็ก ออกฤทธิ์โดยการลดการสร้างน้ำตาลจากตับและเพิ่มความไวของอินซูลินในกล้ามเนื้อ
  • อินซูลินชนิดฉีด (Insulin Therapy): ใช้ในกรณีที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก มีอาการรุนแรง หรือเมื่อยาเม็ดไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้เพียงพอ

ขนาดยาและวิธีใช้อย่างปลอดภัย

การใช้ยาในเด็กต้องอยู่ภายใต้การดูแลของกุมารแพทย์อย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเม็ดเมทฟอร์มิน (Metformin) สำหรับเด็กอายุ 10 ปีขึ้นไป: เริ่มต้นด้วยขนาดต่ำ เช่น 500 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้งพร้อมอาหารเย็น เพื่อลดผลข้างเคียงทางเดินอาหาร จากนั้นแพทย์อาจปรับเพิ่มขนาดยาขึ้นทีละน้อยตามการตอบสนองและระดับน้ำตาลในเลือด โดยขนาดสูงสุดมักไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน แบ่งให้รับประทานวันละ 2 ถึง 3 ครั้งพร้อมอาหาร
  • การใช้อินซูลิน: ขนาดยาจะคำนวณตามน้ำหนักตัวของเด็ก (ยูนิตต่อน้ำหนักตัวต่อวัน) และต้องปรับเปลี่ยนตามระดับน้ำตาลที่ตรวจวัดได้ในแต่ละวัน ผู้ปกครองต้องได้รับการอบรมวิธีฉีดอินซูลินและการเก็บรักษายาอย่างถูกวิธี

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา

การใช้ยาเม็ดเมทฟอร์มินอาจทำให้เด็กมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด หรือท้องเสียในช่วงแรกของการเริ่มยา ซึ่งมักจะดีขึ้นเมื่อรับประทานยาพร้อมอาหารและใช้เวลาปรับยา สำหรับอินซูลิน ผลข้างเคียงที่ต้องระวังคือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) ซึ่งเด็กจะมีอาการใจสั่น เหงื่อออกมาก เวียนหัว และหิวจัด

ยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาด: ห้ามซื้อยาเบาหวานชนิดรับประทานของผู้อื่นหรือยากลุ่มอื่นนอกจากที่กุมารแพทย์สั่งจ่ายให้เด็กรับประทานเด็ดขาด รวมถึงห้ามปรับเพิ่มหรือลดขนาดยาเองโดยพละการ เนื่องจากอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปจนหมดสติ หรือเกิดภาวะความเป็นกรดในเลือดที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

การดูแลเด็กที่เป็นโรคเบาหวานหรือมีความเสี่ยงสูง จำเป็นต้องอาศัยความใส่ใจและความเข้าใจที่ถูกต้องจากผู้ปกครอง

  • ห้ามปล่อยให้เด็กอดอาหารหรือเว้นมื้ออาหารหลังจากได้รับยาเบาหวานหรืออินซูลิน เพราะจะเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอย่างรุนแรง
  • ห้ามละเลยการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองที่บ้านตามแพทย์สั่ง
  • หลีกเลี่ยงการให้เด็กรับประทานอาหารเสริมหรือสมุนไพรลดน้ำตาลที่ไม่มีงานวิจัยรองรับ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับและไตเด็ก

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ตั้งแต่วัยเด็กเป็นวิธีที่ดีที่สุด ผู้ปกครองควรปลูกฝังนิสัยรักสุขภาพตั้งแต่วัยเยาว์

  • ส่งเสริมให้รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เน้นผัก ผลไม้สด และจำกัดการบริโภคน้ำตาล ขนมขบเคี้ยว และของทอดของมัน
  • สนับสนุนให้เด็กทำกิจกรรมทางกายหรือเล่นกีฬากลางแจ้งอย่างสม่ำเสมอ ลดเวลาการใช้หน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์
  • พาเด็กไปตรวจสุขภาพและประเมินการเจริญเติบโตกับกุมารแพทย์เป็นประจำทุกปี
คำแนะนำจากคุณหมอ: พฤติกรรมการกินของเด็กในวันนี้คือรากฐานสุขภาพในวันข้างหน้า การป้องกันภาวะอ้วนและการคุมอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูงตั้งแต่วัยเด็ก สามารถตัดวงจรการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด หากพบความผิดปกติควรรีบปรึกษากุมารแพทย์ทันที
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล:
  • สังเกตพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไป เช่น กินจุ ดื่มน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย
  • ปรับเปลี่ยนเมนูอาหารในบ้าน ลดของทอด ขนมหวาน และน้ำอัดลม
  • พาเด็กออกกำลังกายร่วมกันในครอบครัว
  • หากแพทย์สั่งยา ต้องให้เด็กรับประทานยาตามขนาดและเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด
  • มาพบกุมารแพทย์ตามนัดหมายทุกครั้งเพื่อติดตามระดับน้ำตาลและประเมินการรักษา
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down