ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจความจริงเมื่ออาการปวดท้องขวาไม่ดีขึ้นหลังกินยาแก้ปวด

อาการปวดท้องโดยเฉพาะบริเวณช่องท้องด้านขวาไม่ว่าจะเป็นด้านขวาบนหรือขวาล่าง เป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ หลายคนเมื่อเริ่มมีอาการปวดมักจะหายาบรรเทาอาการปวดมารับประทานเองเพื่อบรรเทาความทรมานเบื้องต้น แต่หากคุณกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่กินยาแก้ปวดแล้วอาการปวดท้องขวายังไม่หาย หรืออาการกลับรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นี่คือสัญญาณอันตรายที่แพทย์เตือนว่าอาจมีโรคซ่อนเร้นที่อันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะโรคไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis) ที่หากปล่อยไว้จนลุกลามอาจเกิดภาวะไส้ติ่งแตกและนำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือดได้

ในฐานะแพทย์เฉพาะทาง การเข้าใจกลไกของร่างกายและอันตรายจากการใช้ยาผิดประเภทในผู้ป่วยที่มีภาวะฉุกเฉินในช่องท้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยชีวิตผู้ป่วยและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคเมื่อปวดท้องขวา

ช่องท้องด้านขวาประกอบด้วยอวัยวะสำคัญหลายระบบ ได้แก่ ตับ ถุงน้ำดี ลำไส้เล็กส่วนต้น ลำไส้ใหญ่ส่วนต้นและส่วนปลาย และไส้ติ่ง ซึ่งอาการปวดที่เกิดขึ้นในตำแหน่งนี้เกิดจากกลไกทางพยาธิสภาพที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • ภาวะไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis): เกิดจากการอุดตันภายในรูของไส้ติ่ง (Appendiceal lumen) ซึ่งอาจเกิดจากอุจจาระก้อนแข็ง (Fecalith) ต่อน้ำเหลืองที่บวมโต หรือสิ่งแปลกปลอม ทำให้เกิดการคั่งของสารคัดหลั่ง มีแรงดันภายในไส้ติ่งสูงขึ้น แบคทีเรียเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการขาดเลือดไปเลี้ยงผนังไส้ติ่งและเกิดการอักเสบ บวม แดง จนกระทั่งทะลุในที่สุด
  • โรคถุงน้ำดีอักเสบ (Cholecystitis): มักทำให้เกิดอาการปวดบริเวณท้องขวาบน ร้าวไปที่ไหล่ขวา เกิดจากการอุดตันของท่อน้ำดีหรือนิ่วในถุงน้ำดี
  • การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะหรือนิ่วในไต (Kidney Stones / Urinary Tract Infection): ทำให้เกิดอาการปวดเสียดบริเวณบั้นเอวและท้องน้อยด้านขวา

อันตรายจากการกินยาแก้ปวด 2 ชนิดนี้เมื่อเป็นไส้ติ่งอักเสบ

เมื่อมีอาการปวดท้อง หลายคนมักเลือกซื้อยาแก้ปวดมารับประทานเองโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งยาสองกลุ่มที่นิยมใช้กันมากที่สุดแต่กลับแฝงอันตรายร้ายแรงเมื่อใช้กับผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบ ได้แก่

1. ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์หรือยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 3 หรือยาที่มีฤทธิ์แรงในการกดประสาทส่วนกลาง (Strong Analgesics / Opioids)

แม้ว่ายาในกลุ่มนี้จะช่วยระงับอาการปวดได้อย่างชะงักงัน แต่ผลเสียที่ตามมาคือการไปกดความรู้สึกเจ็บปวดที่แท้จริง ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้นชั่วคราว แต่ตัวโรคไส้ติ่งอักเสบยังคงดำเนินต่อไปอย่างรวดเร็ว แพทย์ผู้ทำการรักษาจะไม่สามารถประเมินความรุนแรงของโรคจากอาการแสดงทางคลินิกได้ ส่งผลให้การวินิจฉัยล่าช้า ไส้ติ่งมีเวลาในการเน่าและทะลุสูงขึ้นอย่างมาก

2. ยาแก้ปวดลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-inflammatory Drugs หรือ NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนก)

ยาในกลุ่มนี้มีฤทธิ์ลดการอักเสบและระงับปวดได้ดี แต่นอกจากจะไปลดอาการเตือนของร่างกายแล้ว ยังมีผลข้างเคียงโดยตรงต่อระบบทางเดินอาหาร คือการระคายเคืองกระเพาะอาหาร ลดการสร้างเมือกเคลือบกระเพาะ และในผู้ป่วยที่เป็นโรคไส้ติ่งอักเสบรุนแรง ยาเหล่านี้อาจทำให้ผนังลำไส้หรือไส้ติ่งที่บางลงอยู่แล้วจากการอักเสบ มีความเสี่ยงต่อการทะลุเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังไปรบกวนการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้หากต้องเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉินมีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกผิดปกติได้

ข้อควรระวังทางการแพทย์: การซื้อยาแก้ปวดหรือยาคลายกล้ามเนื้อมากินเองเมื่อมีอาการปวดท้องรุนแรง ถือเป็นภัยเงียบที่ทำให้ผู้ป่วยโรคไส้ติ่งอักเสบมาถึงโรงพยาบาลในระยะที่ไส้ติ่งแตกแล้ว (Ruptured Appendix) ซึ่งเพิ่มอัตราการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดอย่างมหาศาล

อาการและสัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องพบแพทย์ทันที

ลักษณะอาการของไส้ติ่งอักเสบมักเริ่มต้นด้วยอาการปวดรอบสะดือ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร จากนั้นอาการปวดจะย้ายมาปวดชัดเจนที่บริเวณท้องน้อยด้านขวา (Right Lower Quadrant) หากพบอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณวิกฤตที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน

  • อาการปวดท้องขวาล่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และไม่ทุเลาลงแม้จะพักผ่อนหรือกินยาแก้ปวด
  • อาการปวดเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหว ไอ จาม หรือเดินขยับตัว (Somatic Pain)
  • มีไข้ร่วมด้วย โดยเฉพาะไข้สูงหนาวสั่น
  • หน้าท้องแข็งเกร็ง (Rigidity) เมื่อกดลงไปแล้วปล่อยมือจะเจ็บจี๊ดรุนแรง (Rebound Tenderness)
  • คลื่นไส้ อาเจียนซ้ำๆ และไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้
  • มีอาการท้องอืด ท้องผูก หรือท้องเสียร่วมด้วย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องขวาที่ไม่ดีขึ้น แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อแยกโรคและยืนยันผล ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด: แพทย์จะทำการกดตรวจบริเวณหน้าท้องเพื่อหาจุดที่เจ็บที่สุดและประเมินภาวะหน้าท้องแข็ง
  • การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ: เพื่อดูระดับเม็ดเลือดขาว (Complete Blood Count) ซึ่งมักจะสูงขึ้นในภาวะที่มีการติดเชื้อหรืออักเสบในร่างกาย
  • การตรวจปัสสาวะ: เพื่อแยกโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบหรือนิ่วในไตออกไป
  • การถ่ายภาพรังสีและการอัลตราซาวด์: การทำอัลตราซาวด์ช่องท้อง (Ultrasound) หรือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ช่องท้อง เป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงมากในการมองเห็นตัวไส้ติ่งที่มีการบวมโตหรือมีสิ่งอุดตัน

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ แนวทางรักษาที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยที่สุดตามหลักการแพทย์สากล คือ การผ่าตัดเอาไส้ติ่งออก (Appendectomy) ซึ่งสามารถทำได้ทั้งการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องแบบดั้งเดิม และการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก (Laparoscopic Appendectomy) ซึ่งมีข้อดีคือเจ็บน้อย ฟื้นตัวไว และแผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก

ในระหว่างที่รอการผ่าตัด แพทย์จะทำการงดน้ำและอาหารทางปากเพื่อให้ลำไส้ได้พักการทำงาน พร้อมทั้งให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (IV Fluids) และให้ยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือดเพื่อควบคุมการติดเชื้ออย่างเร่งด่วน

คำแนะนำจากคุณหมอ: หากมีอาการปวดท้องไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งใด โดยเฉพาะบริเวณท้องด้านขวา และอาการไม่ดีขึ้นภายในสองถึงสามชั่วโมง ห้ามซื้อยาแก้ปวดแรงๆ หรือยาปฏิชีวนะทานเองเด็ดขาด ควรีบเดินทางมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที เพื่อให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยก่อนที่โรคจะลุกลามจนเป็นอันตรายถึงชีวิต

การป้องกันและการดูแลสุขภาพช่องท้องในระยะยาว

แม้ว่าโรคไส้ติ่งอักเสบจะไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนโดยตรงเนื่องจากสาเหตุหลักมาจากการอุดตัน แต่เราสามารถลดความเสี่ยงและดูแลระบบทางเดินอาหารให้แข็งแรงได้ด้วยแนวทางดังต่อไปนี้

  • รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืช เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ ป้องกันอาการท้องผูกเรื้อรังซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดกากอาหารอุดตันในไส้ติ่ง
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน (อย่างน้อยแปดถึงสิบแก้ว) เพื่อช่วยในกระบวนการย่อยอาหารและการขับถ่าย
  • n
  • หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดหรือยาลดการอักเสบมารับประทานเองเป็นประจำโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจน
  • หมั่นสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายตนเอง หากมีอาการปวดท้องผิดปกติเรื้อรังควรพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องท้องเป็นประจำทุกปี
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down