ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

สถานการณ์ตรวจครรภ์ขึ้นสองขีดเข้มข้นแต่ไม่พบถุงการตั้งครรภ์คืออะไร และมีความหมายทางการแพทย์อย่างไร

การตรวจพบการตั้งครรภ์ด้วยชุดตรวจการตั้งครรภ์ทางปัสสาวะที่ขึ้นแถบสีสองขีดเข้มข้น มักสร้างความตื่นเต้นและดีใจให้กับผู้ที่กำลังวางแผนจะมีบุตร แต่ในบางกรณีเมื่อเข้ารับการตรวจอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) โดยเฉพาะการตรวจผ่านทางช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound) แพทย์กลับไม่พบถุงการตั้งครรภ์ (Gestational Sac) ภายในโพรงมดลูก สถานการณ์นี้สร้างความกังวลใจและคำถามมากมายว่าเกิดจากสาเหตุใด ความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์จะช่วยลดความตื่นตระหนก และนำไปสู่การวินิจฉัยและการรักษาที่ทันท่วงที

สถิติทางการแพทย์ระบุว่า ภาวะการตั้งครรภ์ที่ตรวจพบฮอร์โมน Human Chorionic Gonadotropin หรือเรียกว่าฮอร์โมนซีจี (hCG) สูงจากการตรวจปัสสาวะ แต่ยังไม่เห็นถุงการตั้งครรภ์ในมดลูกนั้น สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย โดยแบ่งออกเป็นภาวะการตั้งครรภ์ปกติที่มีอายุครรภ์น้อยเกินไปจนเครื่องอัลตราซาวนด์ยังไม่สามารถมองเห็นได้ กับภาวะความผิดปกติของการตั้งครรภ์ เช่น ภาวะท้องนอกมดลูก (Ectopic Pregnancy) หรือการแท้งบุตร (Miscarriage) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากสูตินแพทย์อย่างใกล้ชิด

สาเหตุและกลไกทางการแพทย์เมื่อตรวจพบฮอร์โมนตั้งครรภ์แต่ไม่พบถุงในมดลูก

เพื่อความเข้าใจที่กระจ่างชัด จำเป็นต้องทำความเข้าใจกลไกการสร้างฮอร์โมนซีจี (hCG) ของรก ซึ่งฮอร์โมนนี้จะเริ่มสร้างขึ้นทันทีที่มีการฝังตัวของตัวอ่อน หากระดับฮอร์โมนซีจีในเลือดต่ำกว่าเกณฑ์ที่จะมองเห็นถุงการตั้งครรภ์ผ่านเครื่องอัลตราซาวนด์ หรือที่เรียกว่า Discriminatory Zone (โดยทั่วไปคือระดับฮอร์โมนซีจีที่มากกว่า หนึ่งพันห้าร้อย ถึง สองพัน มิลลิอินเตอร์เนชั่นแนลยูนิตต่อมิลลิลิตร หรือ 1,500 - 2,000 mIU/mL) แพทย์จะไม่สามารถมองเห็นถุงการตั้งครรภ์ได้ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือที่มีความละเอียดสูงเพียงใดก็ตาม

สาเหตุหลักที่พบบ่อยสามารถจำแนกได้ดังนี้

  • การคำนวณอายุครรภ์คลาดเคลื่อน: เกิดจากการจำวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้ายคลาดเคลื่อน หรือมีภาวะไข่ตกช้ากว่าปกติ ทำให้แท้จริงแล้วอายุครรภ์น้อยกว่าที่คำนวณไว้ เช่น มีอายุครรภ์เพียง สาม ถึง สี่ สัปดาห์ ซึ่งยังเร็วเกินไปที่จะเห็นถุงการตั้งครรภ์
  • ภาวะท้องนอกมดลูก (Ectopic Pregnancy): ตัวอ่อนไม่ได้ฝังตัวอยู่ในโพรงมดลูก แต่อาจไปฝังตัวอยู่ที่ท่อนำไข่ ปากมดลูก หรือช่องท้อง ซึ่งเป็นภาวะอันตรายที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
  • การแท้งที่เป็นไปแล้วหรือกำลังจะแท้ง (Miscarriage): อาจเกิดการปฏิสนธิและการฝังตัวในช่วงแรก แต่ตัวอ่อนหยุดการพัฒนาและหลุดลอกออกไป ทำให้ระดับฮอร์โมนยังคงค้างอยู่ในร่างกายระยะหนึ่ง
  • การตั้งครรภ์แฝดบางประเภทหรือครรภ์ไข่ปลาอุก (Molar Pregnancy): มีความผิดปกติของการสร้างเนื้อเยื่อรก ทำให้ระดับฮอร์โมนสูงมากแต่ไม่พบถุงการตั้งครรภ์ปกติ

อาการสำคัญและสัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ในสภาวะที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นการตั้งครรภ์ปกติหรือภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยต้องสังเกตอาการตนเองอย่างใกล้ชิด หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นจะต้องเดินทางมาพบแพทย์โดยไม่ต้องรอให้ถึงนัดหมายเดิม

อาการที่ต้องระวังและถือเป็นสัญญาณอันตราย ได้แก่

  • อาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะปวดแปลบหรือปวดหน่วงไปข้างใดข้างหนึ่งอย่างเด่นชัด
  • มีเลือดออกทางช่องคลอดกะปริดกะปรอย หรือมีเลือดออกเป็นลิ่มเลือดร่วมกับอาการปวดท้อง
  • มีอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม ใจสั่น หรือความดันโลหิตต่ำ ซึ่งอาจเกิดจากการตกเลือดภายในช่องท้องจากภาวะท้องนอกมดลูกแตก
  • มีอาการเจ็บที่หัวไหล่ (Referred Pain) ซึ่งเกิดจากการมีเลือดออกในช่องท้องไปกระตุ้นเส้นประสาทที่กระบังลม

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการตรวจครรภ์ขึ้นสองขีดแต่ไม่พบถุงการตั้งครรภ์ แพทย์จะมีแนวทางการตรวจวินิจฉัยที่เป็นมาตรฐานสากลเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ดังนี้

  • การซักประวัติประจำเดือนรอบล่าสุดอย่างละเอียด รวมถึงอาการผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • การตรวจอัลตราซาวนด์ซ้ำ ทั้งทางหน้าท้องและทางช่องคลอดเพื่อความแม่นยำในการมองเห็นมดลูกและปีกมดลูกทั้งสองข้าง
  • การตรวจระดับฮอร์โมนซีจีในเลือดแบบเจาะซ้ำ (Serial hCG) ห่างกัน สี่สิบแปด ถึง เจ็ดสิบสองชั่วโมง เพื่อดูอัตราการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมน หากเป็นการตั้งครรภ์ปกติ ระดับฮอร์โมนควรเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละหกสิบในเวลา สี่สิบแปดชั่วโมง
คำแนะนำจากคุณหมอ: ในกรณีที่ตรวจไม่พบถุงการตั้งครรภ์ แพทย์มักจะยังไม่รีบให้ยาใดๆ จนกว่าจะได้ผลการตรวจเลือดซ้ำหรือยืนยันวินิจฉัยที่แน่ชัด เพื่อป้องกันการใช้ยาผิดพลาดในกรณีที่เป็นการตั้งครรภ์ปกติ

กลุ่มยาที่ใช้ในการรักษา ขนาดยา และวิธีใช้อย่างปลอดภัย

การใช้ยาในผู้ป่วยที่ตรวจพบภาวะตั้งครรภ์ผิดปกติ หรือมีภาวะท้องนอกมดลูก ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสูติแพทย์เท่านั้น ห้ามซื้อยามาทานเองเด็ดขาด โดยกลุ่มยาหลักที่มีการใช้งานทางการแพทย์มีดังนี้

ยาเมโทเทรกเซต (Methotrexate)

เป็นยาเคมีบำบัดในกลุ่มแอนโฟเลต (Antifolate) ที่นำมาใช้ในการรักษาภาวะท้องนอกมดลูกในระยะเริ่มต้นที่ผู้ป่วยยังมีอาการคงที่ ไม่มีเลือดออกในช่องท้อง และขนาดของถุงตั้งครรภ์นอกมดลูกมีขนาดเล็ก

  • กลไกการออกฤทธิ์: ยานี้จะไปยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์โทรฟอบลาสต์ (Trophoblast) ซึ่งเป็นเซลล์ของรก ทำให้ตัวอ่อนหยุดการเจริญเติบโตและสลายตัวไปเองตามธรรมชาติโดยไม่ต้องผ่าตัด
  • ขนาดยาและการบริหารยา: แพทย์จะเป็นผู้คำนวณขนาดยาตามพื้นที่ผิวของร่างกาย (Body Surface Area) หรือใช้น้ำหนักตัวของผู้ป่วยในการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular Injection) เพียงครั้งเดียว หรืออาจต้องให้ซ้ำตามระดับฮอร์โมนซีจีที่ติดตามผล

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา

เนื่องจากยาเมโทเทรกเซตมีผลยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์ที่กำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยอาจพบผลข้างเคียงได้ดังนี้

  • อาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และมีแผลในช่องปาก
  • อาการปวดเกร็งช่องท้องในช่วงแรกที่ยาออกฤทธิ์ทำให้เนื้อเยื่อสลายตัว
  • ภาวะการทำงานของตับผิดชั่วคราว ซึ่งแพทย์จะทำการเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับเป็นระยะ
  • ความไวต่อแสงแดดและอาการอ่อนเพลีย

ยาอันตรายที่ห้ามใช้เองเด็ดขาด

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาขับเลือด ยาขับประจำเดือน สมุนไพรขับสารพัดชนิด หรือยาเร่งการบีบตัวของมดลูกมารับประทานเองเด็ดขาด เนื่องจากหากเป็นภาวะท้องนอกมดลูก การใช้ยาเหล่านี้จะทำให้ท่อนำไข่แตกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดภาวะตกเลือดในช่องท้องอย่างรุนแรง ช็อก และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ทันที

นอกจากนี้ ในระหว่างที่แพทย์กำลังติดตามอาการและยังไม่ทราบผลการวินิจฉัยที่แน่ชัด ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเซด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือนาพรอกเซน (Naproxen) เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากแพทย์โดยตรง เนื่องจากอาจไปรบกวนการทำงานของเกล็ดเลือดและมีผลต่อการไหลเวียนโลหิต

วิธีดูแลตนเองและการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง

ในระหว่างที่แพทย์นัดติดตามอาการและตรวจเลือดเพื่อดูระดับฮอร์โมนซ้ำ ผู้ป่วยควรปฏิบัติตนตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

  • งดการมีเพศสัมพันธ์และการสวนล้างช่องคลอดชั่วคราว เพื่อลดความเสี่ยงในการกระทบกระเทือนต่อมดลูกและป้องกันการติดเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การออกกำลังกายอย่างหักโหม หรือการทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงกระแทกช่องท้อง
  • สังเกตอาการปวดท้องและปริมาณเลือดออกทางช่องคลอดอย่างสม่ำเสมอ จดบันทึกความเปลี่ยนแปลงเพื่อแจ้งให้แพทย์ทราบในการนัดหมายครั้งถัดไป
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นอาหารสุกสะอาด และพักผ่อนให้เพียงพอ

คำถาม-คำตอบที่พบบ่อยทางการแพทย์

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down