ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

สถานการณ์โควิด-19 กลับมาระบาดระลอกใหม่และการเตรียมตัวของครอบครัว

ในปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 (COVID-19) กลับมามีตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นเกือบแสนรายในแต่ละรอบการระบาด สร้างความวิตกกังวลให้กับคุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแลเป็นอย่างมาก เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถแพร่กระจายเชื้อได้อย่างรวดเร็ว ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ ขอย้ำเตือนว่ากลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก ทารก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ หรือโรคไต จำเป็นต้องได้รับการดูแลและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้

สาเหตุและกลไกการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส

โรคโควิด-19 เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งเชื้อนี้สามารถติดต่อผ่านทางระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก ผ่านละอองฝอยขนาดเล็ก (Droplets and Aerosols) จากการไอ จาม พูดคุย หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้วนำมือมาสัมผัสใบหน้า ตา จมูก หรือปาก กลไกของเชื้อไวรัสจะเข้าสู่เซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง รวมถึงอาจกระจายเข้าสู่กระแสเลือดและกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบทั่วร่างกาย (Systemic Inflammatory Response) ในผู้ป่วยบางรายที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง

การเปรียบเทียบอาการระหว่างโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่

เนื่องจากอาการเริ่มต้นของโรคโควิด-19 และโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) มีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก จนทำให้หลายคนเกิดความสับสน การสังเกตลักษณะเฉพาะของโรคทั้งสองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินเบื้องต้น

ลักษณะอาการของโรคโควิด-19

  • มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลียมาก
  • มีอาการไอ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล
  • อาการเฉพาะตัวที่พบบ่อยคือ การสูญเสียการรับรสหรือการได้กลิ่น (Loss of taste or smell) แม้ในสายพันธุ์ปัจจุบันอาการนี้จะพบน้อยลง แต่ยังคงเป็นจุดสังเกตสำคัญ
  • ในเด็กเล็กอาจมีอาการท้องเสีย อาเจียน ร่วมด้วย

ลักษณะอาการของโรคไข้หวัดใหญ่

  • เริ่มต้นด้วยไข้สูงฉับพลัน หนาสั่น ปวดศีรษะรุนแรง
  • ปวดกล้ามเนื้อและข้อต่ออย่างรุนแรง อ่อนเพลียมากจนทำกิจวัตรประจำวันไม่ไหว
  • มีอาการไอแห้ง เจ็บคอ คัดจมูก และอ่อนเพลียต่อเนื่องยาวนาน
คำแนะนำจากคุณหมอ: วิธีการแยกโรคที่แม่นยำที่สุดในปัจจุบันคือการทำชุดตรวจวินิจฉัยโรคด้วยตนเอง (ATK - Antigen Test Kit) โดยการตรวจทั้งเชื้อโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ควบคู่กัน หากพบผลบวกจะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาที่จำเพาะเจาะจงได้อย่างรวดเร็ว

อาการและระยะการดำเนินของโรค

การดำเนินของโรคโควิด-19 มักแบ่งออกเป็นหลายระยะ เริ่มตั้งแต่ระยะฟักตัวประมาณ 2 ถึง 5 วัน หลังจากนั้นจะเข้าสู่ระยะแสดงอาการ ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการไข้ ไอ และอ่อนเพลียในช่วง 3 วันแรก หากระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นและเข้าสู่ระยะฟื้นตัวภายใน 7 ถึง 10 วัน แต่ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือมีโรคประจำตัว เชื้ออาจลุกลามลงสู่ปอด ทำให้เกิดปอดอักเสบ (Pneumonia) และภาวะหายใจล้มเหลวตามมาได้

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพบแพทย์ทันที

พ่อแม่และผู้ดูแลต้องสังเกตอาการของเด็กและผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณอันตรายเหล่านี้ ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่มีข้อแม้

  • ไข้สูงเกิน 39องศาเซลเซียส หรือมีไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วันโดยไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หน้าอกบุ๋ม หรือหายใจมีเสียงดังผิดปกติ
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมเล่น ไม่ยอมรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ
  • ภาวะขาดน้ำ ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้ง ปัสสาวะน้อยลงหรือมีสีเข้มจัด
  • มีอาการชัก เกร็ง หรือหมดสติ
  • ริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้า มีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) จากภาวะพร่องออกซิเจน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด ประวัติการได้รับวัคซีน ประวัติการสัมผัสผู้ติดเชื้อ การตรวจร่างกายโดยการฟังปอดและวัดระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Oxygen Saturation) หากจำเป็นแพทย์จะพิจารณาทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การทำ Swab เพื่อตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR หรือ ATK การตรวจเลือดสมบูรณ์ (CBC) เพื่อดูเม็ดเลือดขาว และการเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบ

วิธีดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคโควิด-19 ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและการดูแลแบบประคับประคองในผู้ป่วยที่มีอาการน้อยหรือไม่มีอาการ (Home Isolation) แต่ในกลุ่มเสี่ยงแพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสตามดุลยพินิจ

การดูแลรักษาที่บ้าน

  • พักผ่อนให้เพียงพอในห้องที่มีการระบายอากาศที่ดี
  • ดื่มน้ำอุ่นในปริมาณมากๆ เพื่อช่วยลดความเหนียวของเสมหะ
  • รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่ายที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่
  • การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่น (Tepid Sponge) อย่างถูกวิธี เพื่อระบายความร้อนออกจากร่างกาย
  • การจิบสารละลายเกลือแร่ (ORS) ในกรณีที่มีอาการท้องเสียหรืออาเจียนร่วมด้วย
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในการลดไข้เด็ดขาด หากยังไม่สามารถตัดโรคไข้เลือดออกหรือโรคที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติออกไปได้ เพราะอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ขนาดยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กต้องคำนวณตามน้ำหนักตัว คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเอง เนื่องจากโรคโควิด-19 เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาโรคและอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

วิธีป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่สามารถทำได้โดยการปฏิบัติตนตามสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด

  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์ความเข้มข้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70
  • สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่แออัดหรือมีความเสี่ยงสูง
  • หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ
  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี เพื่อลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาล
  • รับประทานอาหารที่มีโภชนาการสูง นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

ขั้นตอนปฏิบัติที่ทำตามได้ทันที:
  1. ประเมินอาการเบื้องต้นและตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจ ATK ทั้งโควิดและไข้หวัดใหญ่
  2. ดูแลให้รับประทานยาลดไข้ตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด และเช็ดตัวลดไข้เมื่อมีไข้สูง
  3. ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด วัดอุณหภูมิร่างกายและสังเกตระดับความรู้สึกตัวทุก 4 ชั่วโมง
  4. เตรียมเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินของโรงพยาบาลและสายด่วนทางการแพทย์ไว้ให้พร้อม
  5. รีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีหากพบสัญญาณอันตราย เช่น หายใจหอบเหนื่อย ซึมลง หรือไข้สูงไม่ลด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down