ทำไมต้องการสร้างภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนในเด็กเล็ก
ในช่วงวัยทารกและเด็กเล็ก ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียรอบตัว ซึ่งบางโรคอาจมีความรุนแรงถึงขั้นเกิดภาวะแทรกซ้อนทางสมอง ปอดอักเสบ หรืออันตรายถึงชีวิต การสร้างภูมิคุ้มกันโรคด้วยการฉีดวัคซีนจึงเป็นเกราะป้องกันอันดับแรกที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการลดความรุนแรงของโรค อัตราการนอนโรงพยาบาล และอัตราการเสียชีวิตในเด็ก
ความครอบคลุมของโปรแกรมวัคซีนเสริม 15 โรคในเด็ก
การเลือกรับวัคซีนเสริมที่ครอบคลุมถึง 15 โรค เป็นแนวทางการแพทย์สมัยใหม่ที่ช่วยปิดช่องว่างของวัคซีนพื้นฐานตาม กระทรวงสาธารณสุข โดยโปรแกรมดังกล่าวครอบคลุมการป้องกันโรคสำคัญหลายกลุ่ม ดังนี้
กลุ่มโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจที่พบบ่อยและรุนแรง
- โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza): ป้องกันเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ต่างๆ ที่ระบาดตามฤดูกาล ลดความเสี่ยงในการเกิดปอดอักเสบและอาการรุนแรง
- โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV): เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุหลักของโรคหลอดลมฝอยอักเสบและปอดบวมในเด็กเล็ก
- โรคไอเมรอนหรือโรคไอจามรุนแรงรวมถึงโรคคอตีบและบาดยักษ์ในรูปแบบที่พัฒนาประสิทธิภาพขึ้น
กลุ่มโรคติดเชื้อรุนแรงจากแบคทีเรีย
- โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (Pneumococcal Disease): ป้องกันแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดอักเสบติดเชื้อในกระแสเลือด และหูชั้นกลางอักเสบ
- โรคติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อฮิบ (Haemophilus Influenzae Type b - Hib)
- โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดเมนิงโกคอคคัส (Meningococcal Disease)
กลุ่มโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนเฉพาะ
- โรคอีสุกอีใส (Varicella): ป้องกันตุ่มน้ำใสคันตามผิวหนังและลดโอกาสเกิดแผลเป็นหรือภาวะแทรกซ้อนทางผิวหนัง
- โรคตับอักเสบเอและบี (Hepatitis A and B): ป้องกันการติดเชื้อไวรัสที่ทำลายตับอักเสบเรื้อรังและตับวาย
- โรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูม (MMR)
- โรคโรตาไวรัส (Rotavirus): ป้องกันอาการท้องเสียรุนแรง ขาดน้ำ และการนอนโรงพยาบาลในทารก
- โรคมือ เท้า ปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease) ในบางสายพันธุ์ที่วัคซีนครอบคลุม
- โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) และโรคไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese Encephalitis)
กลไกการทำงานของวัคซีนและการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
วัคซีนประกอบด้วยเชื้อโรคที่ถูกทำให้ตาย อ่อนฤทธิ์ลง หรือใช้สารพันธุกรรมบางส่วนของเชื้อโรค เพื่อกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเด็กสร้างสารภูมิต้านทาน (Antibodies) ขึ้นมาจดจำ เมื่อเด็กได้รับเชื้อโรคจริงๆ ในอนาคต เม็ดเลือดขาวและระบบภูมิคุ้มกันจะสามารถทำลายเชื้อโรคได้อย่างรวดเร็วก่อนที่โรคจะลุกลามและแสดงอาการรุนแรง
สัญญาณอันตรายเมื่อเด็กป่วยที่พ่อแม่ต้องรีบพามาพบแพทย์
แม้จะได้รับวัคซีนแล้ว เด็กยังอาจป่วยด้วยโรคอื่นๆ ได้ พ่อแม่และผู้ดูแลจึงต้องสังเกตอาการเตือนวิกฤต (Red Flags) ที่ต้องพามาพบกุมารแพทย์ทันที ได้แก่
- ไข้สูงมากโดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 3 เดือน หรือไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วัน
- มีอาการซึมลง ไม่ตอบสนอง หรือปลุกตื่นยาก
- ปฏิเสธการดื่มนมหรือน้ำ ปัสสาวะน้อยลงกว่าปกติ หรือไม่มีน้ำตาเวลา ร้องไห้ (สัญญาณภาวะขาดน้ำ)
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม ปีกจมูกบาน หรือริมฝีปากเขียวคล้ำ
- มีอาการชักเกร็ง ตาค้าง หรืออาเจียนพุ่งรุนแรงตลอดเวลา
วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลเบื้องต้นที่บ้าน
เมื่อเด็กมีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น ไข้หวัดหรือไข้หลังได้รับวัคซีน การดูแลตามหลักการแพทย์ประกอบด้วย:
- ให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอและอยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
- เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อลดความร้อนในร่างกายอย่างถูกวิธี
- ให้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ในขนาดที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว (10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้)
- ให้ดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือนมแม่บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
ข้อดีและความคุ้มค่าของการฉีดวัคซีนเสริม 15 โรค
การลงทุนกับโปรแกรมวัคซีนเสริมที่ครอบคลุม 15 โรค ณ คลินิกหมอสุภารัตน์ จังหวัตรัง ถือเป็นความคุ้มค่าในระยะยาว เนื่องจาก:
- ลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงที่อาจมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลราคาสูง
- ลดอัตราการนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลและการขาดเรียนของเด็ก รวมถึงการหยุดงานของพ่อแม่
- ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในชุมชน ลดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อในเด็กเล็ก