ไขข้อข้องใจการตรวจการตั้งครรภ์ด้วยเลือด สำคัญอย่างไรทำไมคุณแม่หลายคนสงสัย
การตรวจการตั้งครรภ์ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในชีวิตของผู้หญิงหลายคนที่กำลังวางแผนจะมีบุตร หรือมีความกังวลใจว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์หรือไม่ ในปัจจุบันวิธีการตรวจการตั้งครรภ์มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการตรวจปัสสาวะด้วยชุดตรวจตั้งครรภ์ด้วยตนเอง และการตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วยการเจาะเลือด ซึ่งเป็นวิธีที่แพทย์ให้ความเชื่อมั่นสูงมาก คำถามที่พบบ่อยในเวชปฏิบัติคือ การตรวจการตั้งครรภ์ด้วยเลือดแม่นยำ 100 หรือไม่ และในสถานการณ์ใดบ้างที่อาจเกิดความคลาดเคลื่อน บทความนี้ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะมาอธิบายกลไกทางการแพทย์อย่างละเอียด เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจถึงความจริงทางการแพทย์รอบด้าน
กลไกการทำงานของฮอร์โมนตั้งครรภ์และสาเหตุการตรวจเลือด
เมื่อมีการปฏิสนธิระหว่างไข่และอสุจิ ตัวอ่อนจะเดินทางฝังตัวที่ผนังมดลูกในระยะเวลาประมาณ 6 ถึง 12 วันหลังการปฏิสนธิ เซลล์ที่จะพัฒนาไปเป็นรกจะเริ่มสร้างฮอร์โมนชนิดหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า ฮอร์โมนเอชซีจี (Human Chorionic Gonadotropin หรือเรียกว่า hCG) ฮอร์โมนตัวนี้จะเข้าสู่กระแสเลือดและขับออกทางปัสสาวะ การตรวจการตั้งครรภ์ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดเป็นการตรวจหาฮอร์โมน hCG นี้ทั้งสิ้น
การตรวจเลือดเพื่อหาฮอร์โมน hCG แบ่งออกเป็นสองประเภทย่อย ได้แก่ การตรวจหาปริมาณฮอร์โมนแบบระบุค่าตัวเลขที่แน่นอน (Quantitative hCG Blood Test) และการตรวจหาฮอร์โมนแบบบอกผลว่ามีหรือไม่มี (Qualitative hCG Blood Test) การตรวจเลือดมีความไวสูงมาก เนื่องจากสามารถตรวจพบปริมาณฮอร์โมน hCG ในระดับที่ต่ำมากๆ ได้ แม้ว่าฮอร์โมนนั้นจะยังขับออกมาในปัสสาวะไม่เพียงพอที่จะทำให้ชุดตรวจปัสสาวะแสดงผลบวกก็ตาม
ความแม่นยำของการตรวจเลือดและกรณีที่ผลตรวจอาจคลาดเคลื่อน
แม้ว่าการตรวจเลือดจะมีระดับความแม่นยำที่สูงมากเมื่อเทียบกับการตรวจปัสสาวะทั่วไป แต่ทางการแพทย์ไม่มีสิ่งใดที่แม่นยำ 100 เปอร์เซ็นต์ในทุกกรณี การตรวจการตั้งครรภ์ด้วยเลือดมีความแม่นยำสูงถึงประมาณ 99 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังคงมีปัจจัยและกรณีศึกษาทางการแพทย์บางประการที่อาจทำให้ผลตรวจเกิดความคลาดเคลื่อนได้ ดังนี้
การตรวจเร็วเกินไปจนฮอร์โมนยังน้อย
หากทำการเจาะเลือดเร็วเกินไป เช่น ตรวจก่อนที่ตัวอ่อนจะฝังตัวหรือในช่วง 3 ถึง 4 วันแรกหลังปฏิสนธิ ระดับฮอร์โมน hCG ในเลือดยังต่ำกว่าเกณฑ์ความไวของเครื่องมือตรวจทางห้องปฏิบัติการ อาจทำให้ได้ผลลบลวง (False Negative) คือตั้งครรภ์แต่ตรวจไม่พบ
ภาวะแท้งตามธรรมชาติในระยะเริ่มต้น
ในบางกรณีเกิดการปฏิสนธิและตัวอ่อนเริ่มสร้างฮอร์โมน hCG ทำให้ตรวจเลือดพบว่าตั้งครรภ์ในช่วงแรก แต่ต่อมาตัวอ่อนไม่สามารถพัฒนาต่อได้และหลุดออกไปก่อนที่จะทราบว่าตั้งครรภ์ เรียกว่า ภาวะการแท้งในระยะเริ่มต้น (Chemical Pregnancy) ซึ่งทำให้ผลตรวจในเวลาต่อมาเปลี่ยนแปลงไป
การใช้ยาบางชนิดที่มีฮอร์โมน hCG เป็นส่วนประกอบ
ผู้ป่วยบางรายที่อยู่ระหว่างกระบวนการรักษาภาวะมีบุตรยาก อาจได้รับการฉีดยาฮอร์โมน hCG เพื่อกระตุ้นการตกไข่ ยาเหล่านี้จะตกค้างอยู่ในกระแสเลือดระยะเวลาหนึ่ง และเมื่อมาเจาะเลือดตรวจการตั้งครรภ์ อาจทำให้เกิดผลบวกปลอม (False Positive) คือไม่ได้ตั้งครรภ์จริงแต่ตรวจพบฮอร์โมนจากยาที่ฉีดเข้าไป
เนื้องอกบางชนิดหรือมะเร็งบางประเภท
มีโรคทางนรีเวชบางชนิดที่เซลล์เนื้องอกหรือเนื้อร้ายสามารถผลิตฮอร์โมน hCG ออกมาได้เอง เช่น 1. โรครกปลาอุก (Hydatidiform Mole) 2. มะเร็งของเนื้อเยื่อรก (Choriocarcinoma) หรือมะเร็งอวัยวะบางชนิด ซึ่งจะทำให้ผลตรวจเลือดเป็นบวกได้แม้ไม่ได้ตั้งครรภ์ปกติ
อาการและสัญญาณเตือนที่ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยซ้ำ
นอกจากการตรวจเลือดเพื่อยืนยันการตั้งครรภ์แล้ว หากคุณแม่มีอาการเตือนบางประการ ควรมาพบสูติแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจอัลตราซาวด์และการดูแลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
- ขาดประจำเดือนเกินกำหนดอย่างชัดเจนร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน คัดตึงเต้านม
- มีเลือดออกกะปริบกะปรอยทางช่องคลอดในระยะเวลาที่คาดว่าจะตั้งครรภ์
- มีอาการปวดท้องน้อยเฉียบพลัน หรือปวดเกร็งข้างใดข้างหนึ่งอย่างรุนแรง
- มีอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติในการตั้งครรภ์
วิธีปฏิบัติตนและการดูแลรักษาเมื่อทราบผลตรวจ
เมื่อเข้ารับการตรวจเลือดและแพทย์ยืนยันผลการตั้งครรภ์ที่แน่นอนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการฝากครรภ์คุณภาพ เพื่อดูแลสุขภาพของคุณแม่และพัฒนาการของทารกในครรภ์อย่างใกล้ชิด
การดูแลสุขภาพในช่วงตั้งครรภ์ระยะแรกเริ่ม ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวดังนี้
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ เน้นโปรตีน ผัก และผลไม้สด
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ อาหารหมักดอง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
- งดการสูบบุหรี่และการรับควันบุหรี่มือสองอย่างเด็ดขาด
- พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความเครียดสะสม และงดการยกของหนัก
- ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดๆ ทุกครั้ง
สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจการตั้งครรภ์
การตรวจการตั้งครรภ์ด้วยเลือดเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงมากและช่วยให้ทราบผลได้รวดเร็วกว่าการตรวจปัสสาวะ แต่ผลตรวจอาจมีความคลาดเคลื่อนได้จากปัจจัยด้านระยะเวลาการตรวจ ฤทธิ์ของยาบางชนิด หรือภาวะความผิดปกติของโรคทางนรีเวช หากท่านมีข้อสงสัยหรือผลตรวจไม่ชัดเจน การปรึกษาสูติแพทย์เพื่อตรวจอัลตราซาวด์ร่วมกับการตรวจเลือดซ้ำตามระยะเวลาที่เหมาะสม คือแนวทางที่ดีที่สุดในการยืนยันการตั้งครรภ์ที่ถูกต้องและปลอดภัย