ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความอร่อยที่แฝงภัยเงียบ: ความสำคัญทางการแพทย์ของโรคพยาธิจากหอยจูบ

แกงคั่วหอยจูบ หรือ แกงคั่วหอยขม (Sinotaia ingallsiana) เป็นอาหารพื้นบ้านยอดนิยมของไทยที่มีรสชาติเข้มข้นกลมกล่อม ทว่าในมิติทางการแพทย์ เมนูนี้หากปรุงไม่สุกดีพอกลับกลายเป็นแหล่งแพร่กระจายของโรคพยาธิที่อันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะ พยาธิหอยโข่ง หรือ พยาธิเส้นด้ายปอดหนู (Angiostrongylus cantonensis) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิด โรพเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิล (Eosinophilic Meningitis)

จากสถิติทางระบาดวิทยาพบว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อพยาธิชนิดนี้สูงที่สุดในโลก กลุ่มเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดคือเด็กเล็กและผู้สูงอายุ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่หรือเริ่มเสื่อมถอยลง ในเด็กเล็กที่มีพฤติกรรมชอบหยิบจับสิ่งของเข้าปาก หรือได้รับประทานน้ำแกงที่ต้มไม่สุกดี อาจมีอาการรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทที่ส่งผลต่อพัฒนาการในระยะยาวได้มากกว่าผู้ใหญ่ทั่วไป

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: เส้นทางของพยาธิหอยโข่งจากทางเดินอาหารสู่สมอง

พยาธิหอยโข่ง (Angiostrongylus cantonensis) มีวงจรชีวิตตามธรรมชาติระหว่างหนูและหอย โดยหนูจะเป็นโฮสต์กึ่งถาวร (Definitive Host) พยาธิตัวแก่จะอาศัยอยู่ในหลอดเลือดแดงของปอดหนูและออกไข่ ไข่จะฟักตัวเป็นตัวอ่อนระยะที่ 1 (L1) ก่อนถูกขับถ่ายออกมาพร้อมกับอุจจาระของหนู จากนั้นหอยน้ำจืด เช่น หอยจูบ หอยขม หอยเชอรี่ หรือหอยทากบก จะกินตัวอ่อนเหล่านี้เข้าไป และตัวอ่อนจะพัฒนาไปสู่ระยะติดต่อหรือตัวอ่อนระยะที่ 3 (L3) ภายในตัวหอย

เมื่อมนุษย์ซึ่งเป็นโฮสต์บังเอิญ (Accidental Host) รับประทานหอยจูบที่ปรุงไม่สุก หรือต้มในระยะเวลาที่สั้นเกินไป ตัวอ่อนพยาธิระยะติดต่อ (L3) ที่ยังมีชีวิตจะเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร ทะลุผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด และเดินทางไปยังระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System) โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สมองและเยื่อหุ้มสมอง พยาธิจะพยายามเจริญเติบโตแต่ไม่สามารถพัฒนาเป็นตัวเต็มวัยในร่างกายมนุษย์ได้ ในที่สุดพยาธิจะตายลงในเนื้อสมองและเยื่อหุ้มสมอง การตายของพยาธิจะกระตุ้นปฏิกิริยาการอักเสบอย่างรุนแรง ส่งผลให้ร่างกายดึงดูดเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิล (Eosinophils) เข้ามาเป็นจำนวนมาก จนเกิดภาวะสมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบเฉียบพลัน

ข้อมูลทางการแพทย์ที่สำคัญ: พยาธิหอยโข่งไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ การติดเชื้อเกิดจากการบริโภคอาหารที่มีตัวอ่อนระยะติดต่อ (L3) โดยตรงเท่านั้น นอกจากการกินหอยดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบแล้ว การดื่มน้ำดิบหรือกินผักสดที่ปนเปื้อนเมือกหอยที่มีตัวอ่อนพยาธิก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้เช่นกัน

อาการและระยะการดำเนินโรค: สัญญาณบ่งชี้เมื่อร่างกายติดเชื้อพยาธิ

ระยะฟักตัวของโรคหลังจากได้รับเชื้อพยาธิโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 1 ถึง 3 สัปดาห์ แต่อาจสั้นเพียง 1 วันหรือนานถึงหลายสัปดาห์ขึ้นอยู่กับจำนวนตัวอ่อนพยาธิที่ได้รับเข้าสู่ร่างกาย โดยอาการจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ดังนี้

  • ระยะแรกเริ่ม (Early Stage): ผู้ป่วยมักมีอาการผิดปกติทางระบบทางเดินอาหารนำมาก่อน เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และมีไข้ต่ำๆ อาการในระยะนี้มักคล้ายคลึงกับโรคอาหารเป็นพิษทั่วไป ทำให้วินิจฉัยได้ยาก
  • ระยะอาการเด่นชัดทางระบบประสาท (Neurological Stage): เป็นระยะที่ตัวอ่อนพยาธิเดินทางถึงสมองและตายลง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงและฉับพลัน (Severe Headache) ซึ่งมักปวดทั่วศีรษะหรือปวดบริเวณท้ายทอย มีอาการคอแข็งเกร็ง (Nuchal Rigidity) ไวต่อแสง (Photophobia) คลื่นไส้อาเจียนพุ่ง ตาพร่ามัว มีอาการชาหรือปวดแสบปวดร้อนตามผิวหนัง (Paresthesia) และอาจมีไข้ต่ำถึงไข้สูงร่วมด้วย
  • ระยะฟื้นตัวหรือระยะเรื้อรัง (Recovery and Chronic Stage): ในรายที่มีอาการไม่รุนแรง อาการอักเสบจะค่อยๆ ลดลงและหายได้เองภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่ในรายที่มีการติดเชื้อรุนแรง อาจหลงเหลือความผิดปกติทางระบบประสาทถาวร เช่น ตาเข (Strabismus) สูญเสียการมองเห็น อัมพาตของใบหน้า (Facial Palsy) หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง

สัญญาณเตือนอันตราย Red Flags: อาการวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากผู้ป่วยมีประวัติรับประทานแกงคั่วหอยจูบหรือหอยน้ำจืดอื่นๆ ที่สงสัยว่าไม่สุก และมีอาการดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที:

  • อาการปวดศีรษะรุนแรงมากจนทนไม่ได้ หรือปวดมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะรับประทานยาแก้ปวดแล้ว
  • มีอาการอาเจียนพุ่ง (Projectile Vomiting) โดยไม่มีอาการคลื่นไส้นำมาก่อน
  • คอแข็งเกร็ง ไม่สามารถก้มคอให้คางชิดอกได้
  • มีอาการซึมลง สับสน ถามตอบไม่ตรงคำถาม หรือหมดสติ
  • เกิดอาการชัก (Seizures) ทั้งในรูปแบบชักเกร็งกระตุกทั้งตัว หรือชักเฉพาะที่
  • ในเด็กเล็กและทารก: ร้องกวนโยเยไม่ทราบสาเหตุ ร้องเสียงแหลมสูง ซึม ไม่ยอมดูดนม หรือพบว่ากระหม่อมหน้าโป่งตึง (Bulging Fontanelle)
  • สูญเสียการทรงตัว เดินเซ หรือมีอาการอ่อนแรงของแขนขาซีกใดซีกหนึ่ง
  • เห็นภาพซ้อน (Diplopia) หรือตาเหล่เฉียบพลัน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การวินิจฉัยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากพยาธิหอยโข่งอาศัยการประสานข้อมูลหลายด้าน เนื่องจากพยาธิตัวอ่อนมักไม่ปรากฏให้เห็นโดยตรงในสิ่งส่งตรวจ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะดำเนินการตรวจตามขั้นตอนดังนี้:

1. การซักประวัติอย่างละเอียด (History Taking): แพทย์จะเน้นย้ำประวัติการบริโภคอาหารดิบหรือปรุงไม่สุก โดยเฉพาะหอยน้ำจืด เช่น หอยจูบ หอยขม หอยเชอรี่ ในช่วง 1 ถึง 4 สัปดาห์ก่อนเริ่มมีอาการ รวมถึงประวัติแหล่งที่อยู่อาศัยและการปนเปื้อนของหนูในบ้าน

2. การตรวจร่างกายทางระบบประสาท (Neurological Examination): ประเมินการทำงานของสมอง เส้นประสาทสมอง และการตรวจหาภาวะระคายเคืองของเยื่อหุ้มสมอง (Meningeal Signs) เช่น การตรวจสัญญาณเคอร์นิก (Kernig sign) และสัญญาณบรูดซินสกี้ (Brudzinski sign)

3. การเจาะหลังและตรวจน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture & CSF Analysis): เป็นวิธีมาตรฐานที่สำคัญที่สุดในการวินิจฉัย แพทย์จะเจาะเก็บน้ำไขสันหลังเพื่อนำไปตรวจหาจำนวนเม็ดเลือดขาว ซึ่งในโรคนี้จะพบเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิลสูงกว่าร้อยละ 10 ของเม็ดเลือดขาวทั้งหมด (มักสูงเกินร้อยละ 20 ถึง 50) น้ำไขสันหลังอาจมีลักษณะขุ่นเล็กน้อยเหมือนน้ำล้างเนื้อ และมีความดันของน้ำไขสันหลังสูงกว่าปกติ

4. การตรวจทางน้ำเหลืองวิทยา (Serodiagnosis): การตรวจหาแอนติบอดีจำเพาะต่อพยาธิหอยโข่งในซีรัมหรือน้ำไขสันหลังด้วยวิธีเอลิซา (ELISA) หรือวิธีเวสเทิร์นบล็อต (Western Blot) เพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัย

5. การตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยา (Neuroimaging): การทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อประเมินภาวะสมองบวม มองหาพยาธิในเนื้อสมอง และแยกโรคอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายคลึงกัน

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

เป้าหมายหลักในการรักษาโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากพยาธิหอยโข่งคือ การลดแรงดันในสมองและการบรรเทาอาการอักเสบ โดยมีแนวทางการรักษาดังต่อไปนี้:

การรักษาด้วยยาและการทำหัตถการ

  • การใช้ยาสเตียรอยด์ (Corticosteroids): เช่น ยาเพรดนิโซโลน (Prednisolone) หรือ เดกซาเมทาโซน (Dexamethasone) เพื่อลดปฏิกิริยาการอักเสบในสมองและเยื่อหุ้มสมองที่เกิดจากการตายของตัวอ่อนพยาธิ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการลดอาการปวดศีรษะและป้องกันความเสียหายถาวรต่อระบบประสาท
  • การเจาะระบายน้ำไขสันหลังเพื่อลดความดัน (Therapeutic Lumbar Puncture): ในรายที่มีอาการปวดศีรษะรุนแรงจากความดันในกะโหลกศีรษะสูง แพทย์อาจทำการเจาะระบายน้ำไขสันหลังเป็นระยะเพื่อลดแรงดัน ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • ประเด็นเรื่องยาฆ่าพยาธิ (Anthelmintic Drugs): เช่น ยาอัลเบนดาโซล (Albendazole) หรือ เมเบนดาโซล (Mebendazole) แพทย์เฉพาะทางมักหลีกเลี่ยงการให้ยาฆ่าพยาธิในระยะแรกเริ่มของการติดเชื้อเฉียบพลัน เนื่องจากยาจะทำให้พยาธิตายพร้อมกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะกระตุ้นการอักเสบในเนื้อสมองให้รุนแรงยิ่งขึ้นจนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต การใช้ยาฆ่าพยาธิจึงต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดและมักต้องให้ควบคู่กับยาสเตียรอยด์เสมอ

การดูแลและการพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี

หากแพทย์ประเมินว่าผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรงและอนุญาตให้กลับมาพักฟื้นที่บ้านได้ ควรปฏิบัติดังนี้:

  • การพักผ่อน: ให้ผู้ป่วยพักผ่อนในห้องที่เงียบสงบ แสงสว่างไม่จ้าเกินไป เพื่อลดการกระตุ้นอาการปวดศีรษะ
  • การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge): หากมีไข้ ให้ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องเช็ดตัว ย้อนรูขุมขนจากปลายมือปลายเท้าเข้าสู่หัวใจ เน้นบริเวณข้อพับต่างๆ เพื่อระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดเช็ดตัวเด็ดขาดเพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัวและกักเก็บความร้อนไว้ในร่างกายมากขึ้น
  • การชดเชยน้ำและสารอาหาร: หากมีอาการอาเจียนหรือรับประทานอาหารได้น้อย ให้ดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย และสุกสะอาด 100%
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามซื้่อยาแก้ปวดชนิดรุนแรงมารับประทานเองหากอาการปวดศีรษะไม่ทุเลาลง การที่อาการไม่ดีขึ้นเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าความดันในสมองยังคงสูงอยู่ ซึ่งต้องการการรักษาเฉพาะทางจากแพทย์เท่านั้น

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในการดูแลผู้ป่วยที่สงสัยว่าติดเชื้อพยาธิหรือมีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีข้อห้ามทางการแพทย์ที่สำคัญยิ่งดังนี้:

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ในกรณีที่ผู้ป่วยมีไข้และปวดศีรษะ และยังไม่ได้รับการวินิจฉัยแยกโรคจากแพทย์ ห้ามใช้ยาในกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เหล่านี้เด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้เกิดการระคายเคืองทางเดินอาหาร หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกในสมองหากมีโรคแทรกซ้อนอื่น
  • การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ที่ถูกต้อง: ควรคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวจริงของผู้ป่วย โดยเฉพาะในเด็ก ขนาดยาที่ปลอดภัยคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อครั้ง ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง และห้ามรับประทานเกิน 5 ครั้งต่อวัน (หรือสูงสุดไม่เกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวันในผู้ใหญ่) เพื่อป้องกันภาวะตับอักเสบเฉียบพลันจากการได้รับยาเกินขนาด
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเอง: เนื่องจากโรคนี้เกิดจากการติดเชื้อพยาธิและปฏิกิริยาการอักเสบ ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ที่ใช้รักษาเชื้อแบคทีเรียจึงไม่มีผลในการรักษาพยาธิ และการใช้ยาอย่างไม่สมเหตุผลอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาหรือผลข้างเคียงจากยาโดยไม่จำเป็น
  • ห้ามซื้อยาฆ่าพยาธิมารับประทานเองโดยเด็ดขาด: ยาฆ่าพยาธิที่จำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไปอาจกระตุ้นให้พยาธิในสมองตายเฉียบพลัน ส่งผลให้เกิดภาวะสมองบวมรุนแรง ชัก หมดสติ หรืออัมพาตเฉียบพลันได้

วิธีป้องกันและการต้มหอยให้ปลอดภัยไร้พยาธิ 100%

การป้องกันการติดเชื้อพยาธิหอยโข่งที่ดีที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและการปรุงอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้:

หลักเกณฑ์การต้มหอยจูบและหอยน้ำจืดให้ปลอดภัย

ตัวอ่อนพยาธิระยะติดต่อ (L3) มีความทนทานต่ออุณหภูมิปานกลาง แต่จะถูกทำลายด้วยความร้อนสูง ดังนั้นการต้มหอยจูบให้ปลอดภัยต้องปฏิบัติตามหลักการต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด:

  • การล้างทำความสะอาด: ก่อนนำหอยไปปรุงอาหาร ต้องล้างเปลือกหอยให้สะอาด แช่หอยในน้ำสะอาดทิ้งไว้ล่วงหน้าเพื่อให้หอยคายดินและสิ่งปนเปื้อนออก และตัดตูดหอยออกเพื่อช่วยให้ความร้อนเข้าถึงเนื้อหอยด้านในได้ดีขึ้น
  • อุณหภูมิและเวลาในการต้ม: ต้องต้มหอยในน้ำเดือดจัดที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันอย่างน้อย 5 ถึง 10 นาที (ไม่ควรต้มเพียงแค่พอสุกหรือต้มสุกๆ ดิบๆ)
  • การสังเกตเนื้อหอยที่สุกดี: เนื้อหอยที่สุกดีจะหดตัวลึกเข้าไปในฝาหอย ฝาปิดหอยจะหลุดออกได้ง่าย และเนื้อหอยจะมีลักษณะแน่น ไม่เหนียวเละหรือมีน้ำเลือดซึมออกมา

การสุขาภิบาลและการป้องกันในครัวเรือน

  • หลีกเลี่ยงอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ: งดเว้นการรับประทานเมนูลาบหอยพล่าหอย ก้อยหอย หรือยำหอยที่ใช้ความร้อนต่ำในการปรุง
  • การทำความสะอาดผักสด: พยาธิอาจปนเปื้อนมากับเมือกของหอยทากที่คลานผ่านผักสด ควรล้างผักสดด้วยน้ำไหลผ่านหลายๆ ครั้ง หรือแช่ผักในน้ำผสมด่างทับทิมหรือน้ำส้มสายชูก่อนนำมารับประทาน
  • สุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังการเตรียมวัตถุดิบ
  • การควบคุมแหล่งรังโรค: กำจัดและควบคุมประชากรหนูภายในบ้านและบริเวณรอบบ้านอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตัดวงจรชีวิตของพยาธิไม่ให้แพร่กระจายสู่หอยในธรรมชาติ

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยและผู้ปกครอง (Actionable Checklist)

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็กและผู้สูงอายุที่ชื่นชอบการรับประทานหอยจูบ ควรบันทึกและปฏิบัติตามตารางตรวจสอบดังนี้:

  • ตรวจสอบแหล่งที่มา: เลือกซื้อหอยจูบจากแหล่งน้ำที่สะอาด หลีกเลี่ยงหอยที่เก็บจากแหล่งน้ำขังใกล้โรงงานหรือฟาร์มเลี้ยงสัตว์
  • ปรุงสุก 100% เสมอ: ทุกครั้งที่ทำแกงคั่วหอยจูบ ต้องมั่นใจว่าน้ำแกงเดือดพล่านและต้มหอยนานเกิน 5 นาทีนับจากน้ำเดือด
  • แยกอุปกรณ์ทำครัว: แยกเขียงและมีดที่ใช้หั่นหอยดิบออกจากอุปกรณ์ที่ใช้หั่นอาหารสุกหรือผักสด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination)
  • เฝ้าระวังอาการหลังกินหอย: หากสมาชิกในบ้านมีอาการปวดศีรษะ มีไข้ คลื่นไส้ หรือคอแข็งเกร็ง ภายใน 1 ถึง 3 สัปดาห์หลังกินแกงหอย ให้รีบไปพบแพทย์ทันที
  • แจ้งประวัติการกินอาหารแก่แพทย์: เมื่อไปโรงพยาบาล ต้องแจ้งแพทย์ผู้รักษาทันทีว่ามีการรับประทานแกงคั่วหอยจูบกึ่งสุกกึ่งดิบ เพื่อให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้รวดเร็วและถูกต้อง ไม่เสียเวลาไปกับการรักษาโรคอื่น
  • สังเกตเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด: หากเด็กมีพฤติกรรมชอบคลานเล่นในสนามหญ้า ต้องระวังไม่ให้เด็กหยิบหอยทากตัวเล็กๆ หรือเศษเมือกหอยเข้าปาก
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down