ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกหายใจอกบุ๋มสัญญาณเตือนอันตรายที่คุณพ่อคุณแม่ห้ามมองข้าม

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจในเด็ก สิ่งที่น่ากังวลที่สุดและมักพบได้บ่อยในกลุ่มทารกแรกเกิดถึงหนึ่งขวบคืออาการหายใจผิดปกติ โดยเฉพาะอาการเช็กด่วนลูกหายใจอกบุ๋ม ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะการหายใจลำบากอย่างรุนแรง เด็กในวัยนี้ยังมีกล้ามเนื้อทรวงอกและซี่โครงที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ หลอดลมมีขนาดเล็กและนิ่ม ทำให้เมื่อเกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่าง ปอดและหลอดลมจะเกิดการอักเสบตีบแคบ ส่งผลให้ร่างกายต้องใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นช่วยในการหายใจจนเกิดอาการอกบุ๋ม ท้องกระเพื่อม หรือปีกจมูกบาน ภาวะนี้ถือเป็นภาวะเร่งด่วนทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันภาวะพร่องออกซิเจนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

เชื้อไวรัสตัวร้ายสาเหตุหลักของโรคปอดอักเสบในทารก

โรคปอดอักเสบ (Pneumonia) และหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) ในทารกและเด็กเล็กส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส โดยเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งและมีความรุนแรงมากที่สุดในทารกแรกเกิดถึงหนึ่งขวบมีดังนี้

  • ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV): ถือเป็นเชื้อไวรัสอันดับหนึ่งที่สร้างความกังวลใจให้แก่กุมารแพทย์ ไวรัสตัวนี้ทำให้เกิดการสร้างเสมหะปริมาณมากในหลอดลมฝอยขนาดเล็ก ส่งผลให้ทารกเกิดอาการหลอดลมฝอยอักเสบ หายใจมีเสียงหวีด (Wheezing) และหายใจอกบุ๋มได้อย่างรวดเร็ว
  • เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus): สามารถพบการติดเชื้อได้ในเด็กเล็ก ทำให้เกิดไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว และลุกลามลงสู่ปอดจนเกิดปอดอักเสบรุนแรงได้เช่นกัน
  • เชื้อไวรัสฮิวแมนไรโนไวรัส (Human Rhinovirus): แม้ส่วนใหญ่จะทำให้เกิดอาการหวัดทั่วไป แต่ในทารกแรกเกิดที่มีภูมิคุ้มกันยังน้อย เชื้อนี้สามารถลุกลามลงปอดได้
  • เชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza Virus): สาเหตุสำคัญของโรคกล่องเสียงอักเสบและหลอดลมส่วนปลายอักเสบ
คำแนะนำจากคุณหมอ: ในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เชื้อไวรัส RSV และไข้หวัดใหญ่จะแพร่ระบาดได้ง่ายมาก การพาเด็กเล็กไปในสถานที่แออัดควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด และควรล้างมือก่อนสัมผัสตัวเด็กเสมอ

กลไกการเกิดโรคและอาการลุกลามที่พ่อแม่ต้องรู้

เมื่อทารกได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะเริ่มโจมตีเยื่อบุทางเดินหายใจตั้งแต่จมูก คอ ลามลงไปถึงหลอดลมฝอยและเนื้อเยื่อปอด ทำให้เกิดการบวมอักเสบ มีเซลล์เยื่อบุที่ตายและมีเสมหะเหนียวข้นอุดกั้นทางเดินหายใจ ส่งผลให้ลมหายใจเข้าและออกไม่สะดวก เด็กจะต้องออกแรงหายใจมากขึ้นโดยใช้กล้ามเนื้อบริเวณซี่โครงและคอ ดึงให้อากาศเข้าปอด ส่งผลให้เกิดอาการอกบุ๋ม (Chest Recession) ในระยะแรกทารกอาจมีแค่ออาการไข้หวัดธรรมดา มีน้ำใส ไอเล็กน้อย แต่ภายในสองถึงสามวันอาการจะแย่ลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นหายใจหอบเร็ว หายใจแรง และปฏิเสธการดูดนม

สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที

หากพบอาการเหล่านี้ในทารก ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยสีแดง (Red Flags) ที่ต้องรีบนำตัวส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด ห้ามรอสังเกตอาการอยู่ที่บ้าน

  • หายใจอกบุ๋มและหายใจหอบรุนแรง: สังเกตเห็นซี่โครงบุ๋มชัดเจนเวลากลืนหายใจ ท้องกระเพื่อมแรง หรือมีเสียงหายใจคร่อก
  • ริมฝีปาก เล็บมือ เล็บเท้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ (Cyanosis): แสดงถึงภาวะร่างกายขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง
  • ซึมลงปลุกไม่ค่อยตื่น: ทารกไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกหรือการสัมผัส
  • ปฏิเสธการดื่มนมหรือน้ำอย่างสิ้นเชิง: เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำอย่างรวดเร็ว
  • ตัวลาย เย็น ปัสสาวะไม่ออกหรือมีสีเข้มจัด: บ่งบอกถึงภาวะช็อกหรือการไหลเวียนโลหิตล้มเหลว

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการประเมินอาการอย่างละเอียด ดังนี้

  • การตรวจร่างกาย: ฟังเสียงปอดด้วยหูฟังทางการแพทย์เพื่อหาเสียงผิดปกติ เช่น เสียงหวีด (Wheezing) หรือเสียงกรอบแกรบ (Crackles) และประเมินอัตราการหายใจร่วมกับลักษณะการใช้อกบุ๋ม
  • การตรวจหาเชื้อไวรัส (Rapid Antigen Test): การเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากโพรงจมูกเพื่อหาเชื้อไวรัสจำเพาะ เช่น RSV หรือไข้หวัดใหญ่ เพื่อวางแผนการรักษาที่จำเพาะเจาะจง
  • การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): เพื่อดูว่ามีการอักเสบของเนื้อปอดหรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ถุงลมโป่งพอง หรือน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด
  • การตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry): เพื่อดูว่าปอดสามารถแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนได้ดีเพียงใด

วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคปอดอักเสบจากไวรัสในทารกส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคอง เนื่องจากยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะสำหรับทุกตัว ยกเว้นกรณีไข้หวัดใหญ่ที่มีการใช้ยาต้านไวรัสตามดุลยพินิจของแพทย์ แนวทางการรักษาประกอบด้วย

  • การให้สารน้ำและเกลือแร่: หากทารกดูดนมได้น้อย แพทย์อาจพิจารณาให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้ร่างกายไม่เพลีย
  • การให้ออกซิเจนเสริม: ในรายที่มีภาวะพร่องออกซิเจน จะต้องให้อีเจนผ่านทางสายจมูกหรือหน้ากาก
  • การพ่นยาขยายหลอดลมหรือน้ำเกลือเข้มข้น: เพื่อช่วยลดอาการบวมของหลอดลมและช่วยให้เสมหะขับออกได้ง่ายขึ้น
  • การเคาะปอดและดูดเสมหะ: ดำเนินการโดยพยาบาลวิชาชีพเพื่อเคลียร์ทางเดินหายใจให้โล่ง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) ให้เด็กรับประทานเองอย่างเด็ดขาด หากสาเหตุเกิดจากไวรัส ยาปฏิชีวนะจะไม่มีผลในการรักษาแต่อย่างใด และอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ การใช้ยาใดๆ ต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของกุมารแพทย์เท่านั้น

ข้อควรปฏิบัติที่บ้านและการใช้ยาอย่างปลอดภัย

เมื่อเด็กได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้นและแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ การดูแลต่อที่บ้านมีความสำคัญมาก

  • การให้ยาพาราเซตามอล: ใช้สำหรับลดไข้ตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (สิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเฉพาะเวลาที่มีไข้) ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาดเพราะเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์และภาวะตับอักเสบรุนแรง
  • การเช็ดตัวลดไข้: ใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิห้องบิดหมาดเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อน
  • การทำความสะอาดจมูก: หากมีน้ำมูกเหนียวข้น สามารถหยอดน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline) เพื่อช่วยให้เสมหะเจือจางและดูดออกได้ง่ายขึ้น

วิธีป้องกันและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในระยะยาว

การป้องกันไม่ให้ทารกติดเชื้อไวรัสเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่สมบูรณ์

  • สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่: นมแม่มีสารภูมิคุ้มกันและสารอาหารสำคัญที่ช่วยปกป้องทารกจากการติดเชื้อทางเดินหายใจ
  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปสถานที่แออัด: โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ
  • ล้างมือก่อนสัมผัสเด็กเสมอ: ผู้ปกครองและคนในครอบครัวต้องรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด
  • ฉีดวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกัน: เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามกำหนดและวัคซีนเสริมอื่นๆ ตามคำแนะนำของกุมารแพทย์
คำแนะนำจากคุณหมอ: ภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดสำหรับทารกแรกเกิดเริ่มต้นจากความใส่ใจและการป้องกันจากคนรอบข้าง หากพบความผิดปกติเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับการหายใจ ควรรีบมาพบแพทย์ทันทีเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกน้อย
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down